Google

Friday, October 23, 2009

Britain : Cabinet

อังกฤษ : คณะรัฐมนตรี

กลุ่มนักการเมืองที่เป็นแกนกลางของการปกครองของอังกฤษ คณะรัฐมนตรีนี้จะมีขนาดแตกต่างกันไปโดยมีจำนวนรัฐมนตรีตั้งแต่ 16 คนขึ้นไปจนถึง 23 คน จะได้รับการคัดเลือกโดยนายกรัฐมนตรีจากหมู่สมาชิกระดับแนวหน้าของพรรคการเมืองที่ครองเสียงข้างมากในสภาสามัญ และปกติจะมีสมาชิกของสภาขุนนางรวมอยู่ในคณะรัฐมนตรีจำนวน 2-3 คนด้วย และตามปกติในคณะรัฐมนตรีจะมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและเครือจักรภพ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสิ่งแวดล้อม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการค้า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการและวิทยาศาสตร์ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสำคัญอื่น ๆ ส่วนฝ่ายค้านอย่างเป็นทางการในรัฐสภานั้นก็จะประกอบกันเป็นคณะรัฐมนตรีเงา ทำหน้าที่เป็นแกนนำในการท้าทายนโยบายและการนำนโยบายไปปฏิบัติของฝ่ายรัฐบาล

ความสำคัญ ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีในคณะรัฐมนตรีได้รับการรับรองในบทบัญญัติของกฎหมาย แต่กุญแจที่จะไขไปสู่อำนาจของนายกรัฐมนตรีและของคณะรัฐมนตรีเป็นไปตามหลักจารีตประเพณีและข้อเท็จจริงทางการเมือง คณะรัฐมนตรีจะเป็นฝ่ายกำหนดนโยบายในด้านความสัมพันธ์กับรัฐสภาโดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เป็นส่วนของพรรคการเมืองที่ครองเสียงข้างมากและในส่วนที่เกี่ยวกับกิจการสาธารณะ นอกจากนี้แล้วคณะรัฐมนตรีก็ยังต้องควบคุมกิจการอื่น ๆ ของรัฐบาล ทำการควบคุมการบริหารงานของส่วนกลาง และควบคุมด้านการเงินการคลังของรัฐบาลผ่านทางรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ระบบการเมืองของอังกฤษไม่เหมือนกับระบบการเมืองของสหรัฐอเมริกาตรงที่ระบบการเมืองของสหรัฐฯนั้นอำนาจและความรับผิดชอบทางการบริหารจะไปรวมอยู่ในที่เดียวกันและอยู่กับบุคคลคนเดียว แต่ระบบคณะรัฐมนตรีของอังกฤษนี้จะให้คณะผู้ปกครองทำหน้าที่รับผิดชอบอย่างมีเอกภาพและร่วมกันแม้ว่าในช่วงไม่กี่ปีมานี้ยากที่จะคงความมีเอกภาพนี้ไว้ก็ตาม ถึงแม้ว่าระบบคณะรัฐมนตรีของอังกฤษจะกำหนดให้มีคณะผู้บริหารหลายคนและให้ทั้งคณะรับผิดชอบร่วมกัน แต่ตัวนายกรัฐมนตรีถือว่าเป็นคนแรกในหมู่คนที่มีความเท่าเทียมกัน (ภาษาละตินว่า ไพรมัส อินเทอร์ พาริส)
==========================

มีใครมองหาอีบุ๊กระบบการเมืองนานาชาติบ้างไหม

ขอแนะนำเล่มนี้ค่ะ:

พจนานนุกรมระบบการเมืองนานาชาติ

Britain : Cabinet Government

อังกฤษ : การปกครองระบบรัฐสภา

ระบบการปกครองที่อิงหลักการรวมอำนาจบริหารและอำนาจนิติบัญญัติให้มาอยู่ในมือของคณะรัฐมนตรีที่ทำงานโดยสอดประสานไปกับหลักความมีอำนาจสูงสุดของรัฐสภา คณะรัฐมนตรีซึ่งตามปกติจะได้รับการคัดเลือกจากบรรดาผู้นำของพรรคการเมืองที่ครองเสียงข้างมากจะมีความรับผิดชอบร่วมกัน (1) ในการกำหนดและดำเนินนโยบายทั้งภายในและต่างประเทศ (2) ในการประสานงานของหน่วยงานต่างๆของภาครัฐบาล (3) ในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินต่าง ๆ และ (4) ในการธำรงวัตถุประสงค์ของนโยบายระยะยาวเอาไว้ มาตรการต่าง ๆ ที่ได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีแล้วนั้นจะถูกนำเสนอและปกป้องในสภาสามัญโดยคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง มาตรการต่างๆปกติแล้วจะผ่านสภาสามัญไปได้ด้วยดีเพราะว่าคณะรัฐมนตรีเป็นผู้นำพรรคที่คุมสภาสามัญอยู่แล้ว แต่เนื่องจากพรรคฝ่ายค้านมักจะจ้องฉวยโอกาสจากความแตกแยกภายในคณะรัฐบาลไปเป็นประโยชน์แก่ฝ่ายตนเสมอ ดังนั้นหลักการของระบบนี้ก็จึงมีธรรมเนียมให้คณะรัฐมนตรีต้องมีเอกภาพและมีความรับผิดชอบร่วมกันต่อการตกลงใจทุกอย่าง แม้ว่าในทางปฏิบัติจริงนั้นจะยังคงให้รัฐมนตรีต้องรับผิดชอบเป็นรายบุคคลก็ตาม หากคณะรัฐมนตรีแพ้มติความไม่ไว้วางใจในสภาสามัญก็จะต้องลาออกทั้งคณะ ซึ่งเมื่อเกิดกรณีนี้ขึ้นมาพระมหากษัตริย์ก็อาจเรียกร้องให้ผู้นำฝ่ายค้านหรือรัฐบุรุษ ชั้นนำอื่น ๆ มาจัดตั้งรัฐบาลใหม่หรือไม่นายกรัฐมนตรีก็อาจจะกราบบังคมทูลพระมหากษัตริย์ให้ทรง ยุบสภาไปเลยก็ได้ หากเป็นเช่นกรณีหลังนี้ก็อาจจะมีการเลือกตั้งทั่วไปเพื่อเป็นการตัดสินว่าจะให้พรรคการเมืองของนายกรัฐมนตรีคนเดิมกลับมามีอำนาจอีก หรือว่าจะเลือกพรรคการเมืองใหม่ที่ครองเสียงข้างมากให้มาจัดตั้งรัฐบาลใหม่

ความสำคัญ อำนาจเด็ดขาดของสภาสามัญที่จะล้มล้างรัฐบาลนั้นจะถูกคานด้วยอำนาจของรัฐบาลในอันที่จะยุบสภา แม้ว่าในทางทฤษฎีก็เป็นไปได้ที่คณะรัฐมนตรีจะใช้วิธีการข่มขู่ว่าจะตอบโต้ด้วยวิธีการยุบสภาแต่ในความเป็นจริงแล้วจะเป็นเช่นนั้นได้ก็ต่อเมื่อสมาชิกในพรรคมีวินัยและมีความจงรักภักดีต่อพรรคจนสามารถครองเสียงข้างมากอยู่ต่อไปได้ แต่ก็ไม่มีรัฐบาลชุดใดในศตวรรษนี้ที่ถูกล้มล้างด้วยการแปรพักตร์ในหมู่สมาชิกของพรรคในสภาสามัญ การเปลี่ยนแปลงในรัฐบาลที่เคยเกิดขึ้นมาได้นั้นเกิดขึ้นได้เมื่อพรรคที่ครองอำนาจพ่ายแพ้ในการเลือกตั้งทั่วไป การเลือกตั้งทั่วไปจะต้องจัดให้มีขึ้นในทุก 5 ปี เว้นเสียแต่นายกรัฐมนตรีจะให้มีการเลือกตั้งทั่วไปเร็วกว่ากำหนดเพื่อต่ออายุความชอบธรรมในการปกครองพรรคตนเองต่อไปอีก ลักษณะสำคัญของการปกครองในระบอบรัฐสภาของอังกฤษก็คือความรับผิดชอบที่จะเสนอแนะและดำเนินนโยบายจะอยู่กับนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีที่ได้รับการคัดเลือกจากรัฐสภาและก็จะต้องรับผิดชอบต่อรัฐสภานี้ด้วย ระบบรัฐสภานี้จะช่วยไม่ให้เกิดทางตันระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติกับฝ่ายบริหารอย่างที่เกิดขึ้นในระบบประธานาธิบดีของอเมริกัน เมื่อฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติถูกควบคุมโดยพรรคการเมืองต่างพรรคกัน
=======================


มีใครมองหาอีบุ๊กระบบการเมืองนานาชาติบ้างไหม

ขอแนะนำเล่มนี้ค่ะ:

พจนานุกรมระบบการเมืองนานาชาติ


Britain : Conservative Party

อังกฤษ : พรรคอนุรักษนิยม

หนึ่งในสองพรรคการเมืองใหญ่ในการเมืองของอังกฤษ พรรคอนุรักษนิยมแต่เดิมมาเป็นพรรคของพวกอภิสิทธิชนและของพวกชนชั้นกลาง โดยสืบสานต่อมาจากพวกโทรีโบราณ ด้วยเหตุนี้ในบางครั้งเราเรียกชื่อพวกนี้อีกอย่างหนึ่งว่าพวกโทรี พรรคอนุรักษนิยมมักจะได้คะแนนเสียงจากผู้ลงคะแนนเสียงทุกสาขาอาชีพ พรรคอนุรักษนิยมดำเนินงานอยู่ภายใต้หัวหน้าพรรคซึ่งเป็นผู้ที่จะใช้อำนาจส่วนตัวทำการควบคุมกิจการต่าง ๆ ของพรรคอย่างกว้างขวางมาก หัวหน้าพรรคจะเป็นผู้กำหนดนโยบายของพรรค ทำการแต่งตั้งเจ้าหน้าที่ชั้นสูงของพรรค เลือกเฟ้นคณะรัฐมนตรีเงาในเมื่อพรรคเป็นฝ่ายค้านและก็ไม่ต้องพึ่งการเลือกตั้งใหม่ประจำปีของพรรคในรัฐสภาเพื่อดำรงตำแหน่งของตนไว้ ในภายนอกรัฐสภานั้นพรรคอนุรักษนิยมจะดำเนินการผ่านทางสายงานของสถาบันต่าง ๆ ต่อไปนี้ คือ (1) สมาคมเลือกตั้งระดับท้องถิ่น (2) สหภาพแห่งชาติและการประชุมประจำปีของสหภาพ (3) สภาส่วนกลาง (4) คณะกรรมาธิการฝ่ายบริหาร และ (5) หัวหน้าพรรคซึ่งอยู่ในตำแหน่งสูงสุดในโครงสร้างของพรรค ส่วนในรัฐสภานั้นหัวหน้าพรรคก็ยังสามารถมีอำนาจเหนือพรรคในรัฐสภา (คือ สมาชิกรัฐสภาของพรรคอนุรักษนิยมทุกคน) ตราบเท่าที่หัวหน้าพรรคยังได้รับความไว้วางใจจากสมาชิกฯ และยังไม่มีคู่แข่งมาชิงเอาตำแหน่งไปเสียก่อน


ความสำคัญ พรรคอนุรักษนิยมนี้เมื่อเทียบกับพรรคการเมืองอื่น ๆ ก็จะเห็นว่าเป็นพรรคที่มีความยืดหยุ่นและมีความหลากหลายในปรัชญาและแนวทางปฎิบัติ แต่ท่าทีนี้ได้เปลี่ยนแปลงไปมากในช่วงที่นางมาร์กาเรต แทตเชอร์เป็นผู้นำพรรค จากประวัติศาสตร์ที่เคยเกี่ยวพันกับสถาบันกษัตริย์มาอย่าง ลึกล้ำจึงทำให้พรรคอนุรักษนิยมต้องการปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์เอาไว้ด้วยเห็นว่าจะเอื้อประโยชน์สูงสุดแก่การเมืองของอังกฤษ พรรคอนุรักษนิยมซึ่งเป็นพรรคที่ปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์และสถาบันศาสนาในช่วงครึ่งหลังของคริสต์ศตวรรษที่ 20 ได้มีนโยบายให้การสนับสนุนผลประโยชน์ของภาคธุรกิจและภาคเกษตรกรรม พรรคอนุรักษนิยมได้ครอบงำการเลือกตั้งในอังกฤษมาตลอดช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 20 นี้ จะมีว่างเว้นบ้างก็เพียงบางช่วงเท่านั้นเอง

=============================

มีใครมองหาอีบุ๊กระบบการเมืองนานาชาติบ้างไหม

ขอแนะนำเล่มนี้ค่ะ:

พจนานุกรมระบบการเมืองนานาชาติ


Britain : Constitution

อังกฤษ : รัฐธรรมนูญ

ประมวลหลักการพื้นฐานที่ (1) ใช้ดำเนินการแบ่งปันและการใช้อำนาจ (2) ใช้กำหนดองค์กรพื้นฐานของการปกครองและการดำเนินงานขององค์กรเหล่านี้ และ (3) ใช้กำหนดสัมพันธภาพระหว่างปัจเจกบุคคลกับรัฐ ในประเทศอังกฤษรัฐธรรมนูญประกอบด้วย (1) เอกสารทางประวัติศาสตร์ต่าง ๆ ที่เป็นตัวกำหนดระบบมาแต่ครั้งอดีต เช่น แม็กนาคาร์ตา (ค.ศ. 1215) เพตติชันออฟไรท์ (ค.ศ. 1628) บิลล์ออฟไรท์ (1689) แอคท์ออฟเซทเทิลเมนท์ (1701) รีฟอร์มแอคท์และพาร์เลียเมนท์แอคท์ ค.ศ. 1911 (2) บทบัญญัติทางกฎหมายที่มีความสำคัญในระดับพื้นฐาน เช่น บทบัญญัติว่าด้วยสิทธิออกเสียงเลือกตั้ง (3) คำตัดสินของศาลที่เป็นการตีความและให้ความกระจ่างเกี่ยวกับหลักการของรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือหลักการที่อิงหลักคอมมอนลอว์ (ในอังกฤษจะไม่มีจูดิเชียลรีวิว =การพิจารณาทบทวนโดยศาล) อย่างเช่นที่มีในระบบอเมริกันเพราะระบบของอังกฤษเป็นแบบรัฐสภามีอำนาจสูงสุด และ (4) ประเพณีหรือจารีตแห่งรัฐธรรมนูญ ซึ่งอย่างหลังคือข้อ (4) นี้จะไม่มีการเขียนไว้เป็นลายลักษณ์อักษรและทั้งไม่สามารถนำไปให้ศาลบังคับใช่ได้ด้วย แต่ก็เป็นบรรทัดฐานที่มีความสำคัญผูกมัดจิตใจของสาธารณชนให้ต้องปฏิบัติตาม บรรทัดฐานของจารีตประเพณีอย่างหนึ่งก็คือ รัฐมนตรีในคณะรัฐมนตรีอาจต้องลาออกเมื่อไม่เห็นด้วยอย่างเปิดเผยกับนโยบายของรัฐบาล


ความสำคัญ ประชาธิปไตยทุกรูปแบบล้วนมีรัฐธรรมนูญที่มีเครื่องมือขั้นพื้นฐานดังกล่าวข้างต้นสำหรับจัดตั้งและธำรงระบบอย่างใดอย่างหนึ่งเอาไว้ ข้อแตกต่างอย่างสามัญระหว่างรัฐธรรมนูญของ สหรัฐอเมริกาและรัฐธรรมนูญของอังกฤษที่บอกว่าของสหรัฐฯเป็นแบบมีลายลักษณ์อักษรส่วนของอังกฤษเป็นแบบไม่มีลายลักษณ์อักษรนั้น เป็นการเปรียบเทียบในแบบผิวเผินเท่านั้น ในระบบของอังกฤษนั้นมีหลักการสำคัญอย่างหนึ่งคือผู้คุ้มครองเด็ดขาดของรัฐธรรมนูญได้แก่รัฐสภาซึ่งมีอำนาจ สูงสุด สามารถเปลี่ยนแปลงบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญได้ในทำนองเดียวกับการเปลี่ยนแปลงกฎหมายอื่นใด ผลจากหลักการนี้เองทำให้ในอังกฤษไม่มีจูดิเชียลรีวิว (การพิจารณาทบทวนโดยศาล) เหมือนอย่างที่มีในระบบอเมริกัน ระบบรัฐธรรมนูญของอังกฤษได้ผ่านวิวัฒนาการมาหลายศตวรรษและทำหน้าที่เป็นแม่แบบสำหรับสังคมประชาธิปไตยต่าง ๆ ในหลายประเทศ
=======================

มีใครมองหาอีบุ๊กระบบการเมืองนานาชาติบ้างไหม

ขอแนะนำเล่มนี้ค่ะ:

พจนานุกรมระบบการเมืองนานาชาติ


Britain : Crown

อังกฤษ : พระมหากษัตริย์

เอกภาพทางกฎหมายและทางสัญลักษณ์ของฝ่ายบริหารในระบอบการปกครองของอังกฤษ พระมหากษัตริย์ประกอบด้วยองค์กษัตริย์ คณะรัฐมนตรี และข้าราชการพลเรือน อำนาจของพระมหากษัตริย์ประกอบด้วยพระราชอำนาจที่ยังคงเหลืออยู่และพระราชอำนาจที่ทางรัฐสภาทูลเกล้าฯถวายในภายหลัง พระมหากษัตริย์จะทำหน้าที่ (1) กำหนดและดำเนินนโยบายแห่งชาติ (2) ออกคำสั่งฝ่ายบริหารและคำแนะนำของฝ่ายบริหาร (3) บริหารสาธารณสมบัติ และ (3) ดำเนินความสัมพันธ์ต่างประเทศ อำนาจหน้าที่ของพระมหากษัตริย์นี้จะนำมาใช้เพื่อ (1) ดำเนินการทางฝ่ายบริหารที่สำคัญ ๆ (2) แต่งตั้งตุลาการและเจ้าหน้าที่สำคัญของรัฐบาล (3) ประกาศสงคราม และ (4) ประกาศอภัยโทษและชะลอการลงโทษ

ความสำคัญ กษัตริย์เป็นสัญลักษณ์แห่งอำนาจทางการเมืองของพระมหากษัตริย์ แต่ในความเป็นจริงนั้นอำนาจนี้อยู่ในมือของคณะรัฐมนตรีภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี การตกลงใจและคำสั่งทั้งหลายโดยทางเทคนิคนั้นมาจากองค์พระมหากษัตริย์ แต่ในความเป็นจริงนั้นพระมหากษัตริย์มิได้ทรงใช้อำนาจพระมหากษัตริย์นี้ด้วยพระองค์เอง แต่ทรงใช้อำนาจนี้โดยคำแนะนำของบรรดารัฐมนตรีของพระองค์

=====================

มีใครมองหาอีบุ๊กระบบการเมืองนานาชาติบ้างไหม

ขอแนะนำเล่มนี้ค่ะ:

พจนานุกรมระบบการเมืองนานาชาติ


Britain : Foreign Secretary

อังกฤษ : รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ

สมาชิกชั้นแนวหน้าของคณะรัฐมนตรีที่รับผิดชอบในด้านการกำหนดและการดำเนินนโยบายต่างประเทศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศจะทำการปกป้องนโยบายด้านนี้ของรัฐบาลในสภาสามัญหรือในสภาขุนนาง โดยจะเข้าร่วมในการอภิปรายและในกรณีที่อยู่ในสภาสามัญก็จะคอยตอบโต้การโจมตีนโยบายและคอยตอบกระทู้ถามเมื่อมีการตั้งกระทู้ถาม นอกจากนี้แล้วรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศก็จะเป็นผู้บริหารกระทรวงการต่างประเทศและเป็นผู้แทนประเทศเข้าประชุมในระดับระหว่างประเทศต่าง ๆ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศจะมีผู้ช่วย คือ รัฐมนตรีช่วยว่าการ 2 คน รัฐมนตรีอาวุโสน้อย 2 คน (ทั้งสองคนเป็น สมาชิกสภาสามัญ) และปลัดกระทรวง 1 คน ซึ่งปลัดกระทรวงผู้นี้คือข้าราชการพลเรือนมืออาชีพที่มีตำแหน่งสูงสุดในกระทรวงการต่างประเทศ

ความสำคัญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศปกติแล้วจะเป็นบุคคลที่มีความสำคัญทางการเมืองมาก ๆ เป็นรัฐมนตรีที่ต้องรับผิดชอบต่อคณะรัฐมนตรี ต่อรัฐสภาและต่อนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศจะมีอิสระในการทำงานมากน้อยอย่างไรขึ้นอยู่กับว่าเขาเป็นบุคคลมีความสัมพันธ์กับนายกรัฐมนตรี เป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักของสาธารณชนและมีอิทธิพลทางการเมืองเป็นอย่างไรบ้าง อย่างไรก็ตามมักเป็นไปได้ที่นายกรัฐมนตรีจะเข้าควบคุมและชี้นำนโยบายต่างประเทศในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งได้ ความต่อเนื่องในนโยบายต่างประเทศของอังกฤษมีอยู่ได้ก็เพราะมีการปรึกษาหารือกันระหว่างรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศกับข้าราชการประจำของกระทรวง ซึ่งข้าราชการประจำก็จะรับผิดชอบในการให้คำแนะนำและให้คำเตือนแต่ก็ไม่ถึงกับไปช่วยสร้างนโยบายแทนรัฐมนตรี กระทรวงการต่างประเทศเป็นกระทรวงอยู่ในระดับสูงมาก สามารถเป็นฐานส่งผู้นำพรรคการเมืองอังกฤษขึ้นไปดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีได้ และในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ไม่ว่าจะเป็นนายอีเดน นายแมคมิลแลน นายโฮม และนายคัลลักแฮน ล้วนเคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศทั้งนั้น
============================

มีใครมองหาอีบุ๊กระบบการเมืองนานาชาติบ้างไหม

ขอแนะนำเล่มนี้ค่ะ:

พจนานุกรมระบบการเมืองนานาชาติ


Britain : Governor-General

อังกฤษ : ผู้สำเร็จราชการ

ผู้แทนส่วนพระองค์ขององค์พระมหากษัตริย์ที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ในดินแดนอาณานิคมที่ยังเหลืออยู่ของอังกฤษและในประเทศในเครือจักรภพอังกฤษที่มิได้เป็นสาธารณรัฐ องค์พระมหากษัตริย์จะทรงขอคำแนะนำจากรัฐมนตรีท้องถิ่นก่อนที่จะทรงแต่งตั้งผู้สำเร็จราชการ

ความสำคัญ ผู้สำเร็จราชการเป็นสัญลักษณ์ของความมีเอกภาพในเครือจักรภพและในจักรวรรดิอังกฤษ ในอดีตจะแต่งตั้งคนอังกฤษที่มีความโดดเด่นมากๆเป็นผู้สำเร็จราชการ แต่ปัจจุบันผู้สำเร็จราชการนี้นิยมคัดเลือกจากบุคคลสำคัญ ๆ ในท้องถิ่นนั้น ๆ ทั้งนี้ก็อยู่ที่ว่าการพัฒนาทางการเมืองของพื้นที่แห่งนั้นเป็นอย่างไร ผู้สำเร็จราชการไม่ได้เป็นตัวแทนของคณะรัฐมนตรีในประเทศเครือจักรภพที่ได้รับเอกราชไปแล้ว เพียงแต่เป็นผู้ใช้พระราชอำนาจโดยคำแนะนำของรัฐบาลท้องถิ่นเท่านั้นเอง
==========================

มีใครมองหาอีบุ๊กระบบการเมืองนานาชาติบ้างไหม

ขอแนะนำเล่มนี้ค่ะ:

พจนานุกรมระบบการเมืองนานาชาติ


Britain : House of Commons

อังกฤษ : สภาสามัญ

สภาล่างแต่มีอำนาจมากในสองสภาของรัฐสภาอังกฤษ สภาสามัญจะประชุมกันบ่อยกว่าและจะพิจารณาหัวข้อที่มีความซับซ้อนกว้างขวางกว่าสภาขุนนาง สภาสามัญมีลักษณะเป็นองค์กรที่เป็นตัวแทนและมีสมาชิกได้รับการเลือกตั้งโดยบุคคลที่มีสิทธิเลือกตั้งโดยทั่วไปจากหน่วยเลือกตั้งต่าง ๆ ที่กำหนดขึ้นโดยคณะกรรมาธิการการเลือกตั้งถาวรที่มีอิสระจากการเมือง อายุขั้นต่ำของผู้มีสิทธิลงคะแนนเสียงคือ 18 ปี ส่วนผู้ที่จะสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาสามัญได้ต้องมีอายุอย่างต่ำ 21 ปีบริบูรณ์ สมาชิกรัฐสภา (เอ็มพี) จำนวน 635 คนจะถูกเลือกจากแคว้นเวลส์ แคว้นสก๊อตแลนด์ แคว้นไอร์แลนด์เหนือ และแคว้นอิงแลนด์ แต่ส่วนใหญ่แล้วได้รับเลือกตั้งจากแคว้นอิงแลนด์ สมาชิกรัฐสภาหรือเอ็มพีเหล่านี้ได้รับเลือกตั้งด้วยการเลือกตั้งทั่วไปภายหลังจากที่การการยุบสภาหรือได้รับเลือกตั้งซ่อมเมื่อที่นั่งเกิดว่างลง


ความสำคัญ แม้ว่าจะมีพรรคการเมืองเล็ก ๆ หลายพรรคแข่งขันการเลือกตั้ง แต่สภาสามัญนี้เป็น เป้าหมายของการแข่งขันระหว่างพรรคเสียงข้างมากที่เป็นผู้จัดตั้งรัฐบาลกับพรรคฝ่ายค้านที่ทำหน้าที่เป็นรัฐมนตรีเงา สภาสามัญทำหน้าที่ดำเนินการ (1) ธุรกิจการเงินการคลังแห่งชาติ (2) พิจารณาการออกกฎหมายซึ่งส่วนใหญ่เป็นการเสนอของฝ่ายรัฐบาล (3) ตรวจสอบกิจกรรมของฝ่ายบริหารและฝ่ายจัดการ และ (4) วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลอันเป็นสิ่งจำเป็นต่อการดำรงไว้ซึ่งประชาธิปไตย
===========================

มีใครมองหาอีบุ๊กระบบการเมืองนานาชาติบ้างไหม

ขอแนะนำเล่มนี้ค่ะ:

พจนานุกรมระบบการเมืองนานาชาติ


Britain : House of Lords

อังกฤษ : สภาขุนนาง

สภาสูงแต่มีอำนาจน้อยในสองสภาของรัฐสภาอังกฤษ และเป็นสภานิติบัญญัติที่เก่าแก่ที่สุดของโลก สภาขุนนางสืบทอดมาจาก คูเรีย รีจิส หรือ คิงส์คอร์ท ในสมัยโบราณ ที่พวกขุนนางจะถูกพระมหากษัตริย์เรียกตัวให้มาให้ความช่วยเหลือ (มาเสียภาษี) เมื่อรายจ่ายของพระราชอาณาจักรมีจำนวนเกินกว่าทรัพยากรส่วนพระองค์จะรับไหว ในกาลต่อมาเมื่อมีการเรียกผู้แทนประจำซิตี้ ประจำทาวน์ และประจำเคาตีมาประชุม สภาขุนนางก็จึงได้เริ่มวิวัฒนาการขึ้นมา ด้วยเหตุนี้ลักษณะความเป็นผู้แทนของรัฐสภาจึงอิง 2 ฐาน คือ ฐานหนึ่งเป็นสภาแต่เพียงในนามเพราะสมาชิกมาจากการแต่งตั้ง แต่อีกฐานหนึ่งเป็นสภาที่มาจากการเลือกตั้ง บรรดาขุนนางจะได้รับการแต่งตั้งจากองค์ พระมหากษัตริย์โดยคำกราบบังคมทูลของนายกรัฐมนตรี บทบาททางด้านนิติบัญญัติที่สำคัญของสภาขุนนางซึ่งมีสมาชิก 900 คน มีดังนี้ (1) ทบทวนร่างกฎหมายที่ผ่านสภาสามัญมาแล้ว (2) ให้ความเห็นชอบในร่างพระราชบัญญัตินั้น หรือ (3) ส่งร่างพระราชบัญญัติกลับคืนไปให้สภาสามัญพิจารณาใหม่ สภาขุนนางอาจช่วยแบ่งเบาภาระของสภาสามัญได้ด้วยการริเริ่มการออกกฎหมายที่ไม่มีความสำคัญมาก ๆ นับตั้งแต่ที่ได้มีการออกพระราชบัญญัติพาร์เลียเมนทารีแอคท์ปี 1911 มาแล้วนั้น สภาขุนนางไม่สามารถขัดขวางพระราชบัญญัติทางการเงินได้ พระราชบัญญัติพาร์เลียเมนทารีแอคท์ปี 1949 ยอมให้ร่างพระราชบัญญัติมีผลบังคับใช้เป็นกฎหมายได้แม้ว่าจะถูกคัดค้านโดยสภาขุนนาง หากร่างพระราชบัญญัติฉบับนั้นผ่านโดยสมัยประชุมของสภาสามัญติดต่อกัน 2 สมัย และหากระยะเวลาหนึ่งปีผ่านไปนับแต่ผ่านวาระที่สองไปแล้ว สภาขุนนางแม้ว่าจะเป็นศาลสูงสุดในประเทศ แต่ก็ไม่มีอำนาจเหมือนศาลสูงสุดของสหรัฐ ฯ ในการพิจารณาทบทวนร่างกฎหมายต่าง ๆ ว่าขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ ทั้งนี้เพราะระบบของอังกฤษเป็นแบบรัฐสภามีอำนาจสูงสุดและเป็นระบบรวมอำนาจ อย่างไรก็ตาม เมื่อยามที่สภาขุนนางมาทำหน้าที่เป็นศาลสูงสุดนั้นก็จะมีสมาชิกสภาขุนนางที่เรียกว่าลอว์ลอร์ดมาทำหน้าที่นี้ โดยเปลี่ยนแปลงลักษณะขององค์กรจากที่เป็นสภาทางการเมืองและทางกฎหมายไปเป็นศาลยุติธรรม

ความสำคัญ สภาขุนนางเป็นสภาพี่เลี้ยงหาได้เป็นสภาคู่แข่งแย่งชิงอำนาจทางการเมืองของสภาสามัญอีกต่อไปไม่ สภาขุนนางซึ่งได้ถูกขจัดออกไปจากความรุนแรงเร่าร้อนของการเมืองที่มีการชิงดีชิงเด่นกันระหว่างพรรคการเมือง สามารถทำหน้าที่เป็นเวทีการประชุมที่มีประโยชน์สำหรับการถกแถลงที่สงบและการอภิปรายที่มีความรับผิดชอบ จากการที่สภาขุนนางมีอำนาจในการชะลอการใช้กฎหมายนี่เองจึงทำให้สามารถยับยั้งการกระทำที่อาจจะหุนหันพลันแล่นของสภาสามัญได้ และจากการที่ระบบนี้มีการแต่งตั้งบุคคลจากหลากหลายสาขาอาชีพเป็นขุนนางตลอดชีวิตได้นี้ ประเทศชาติก็จะได้รับประโยชน์จากการทำงานรับใช้ชาติของบุคคลเหล่านี้ อย่างไรก็ตามผลประโยชน์ของพวกขุนนางโดยสายโลหิตนับวันแต่จะหดหายไปเรื่อย ๆ ดังจะเห็นได้จากจำนวนสมาชิกของสภาขุนนางรายนี้ที่ไม่มาประชุมเป็นประจำปีมีประมาณถึง 100 คน จากผลข้อนี้เองผู้วิพากษ์วิจารณ์ได้เรียกร้องให้ขจัดสภา ขุนนางนี้เสียเพราะเป็นสภาที่ไม่สมสมัย กระนั้นก็ตามจากการที่อังกฤษยึดมั่นอยู่กับจารีตประเพณีและต้องการที่จะธำรงไว้ซึ่งสถาบันที่มีมาแต่ประวัติศาสตร์เอาไว้จึงช่วยยังยั้งไม่ให้มีการยกเลิกสภาขุนนางในขณะนี้
===========================

มีใครมองหาอีบุ๊กระบบการเมืองนานาชาติบ้างไหม

ขอแนะนำเล่มนี้ค่ะ:

พจนานุกรมระบบการเมืองนานาชาติ


Britain : Labour Party

อังกฤษ : พรรคแรงงาน

หนึ่งในสองพรรคการเมืองสำคัญในการเมืองของอังกฤษ พรรคแรงงานซึ่งมีการรวมตัวที่มีความซับซ้อน ประกอบด้วยสหภาพแรงงาน กลุ่มนักสังคมนิยม กลุ่มอาชีพอื่น ๆ สมาคมสหกรณ์ พรรคการเมืองในเขตเลือกตั้งในระดับท้องถิ่น ฯลฯ ได้รับการจัดตั้งเมื่อปี ค.ศ. 1900 และตั้งชื่อว่าพรรคแรงงานนี้เมื่อปี ค.ศ. 1906 จะมีการพิจารณานโยบายกว้าง ๆ ในการประชุมประจำปีของพรรค ส่วนในช่วงที่ว่างเว้นจากการประชุมก็จะมีคณะกรรมาธิการบริหารระดับชาติดำเนินกิจกรรมของพรรคและอำนวยการอยู่ ณ สำนักงานใหญ่ของพรรค ส่วนศูนย์รวมอำนาจของพรรคอีกศูนย์หนึ่ง อยู่ที่พรรคแรงงานสายรัฐสภา (ได้แก่ สมาชิกสภาของพรรคแรงงานทั้งปวง) เมื่อพรรคแรงงานเป็นพรรคฝ่ายค้าน พรรคแรงงานสายรัฐสภาก็จะคัดเลือกคณะรัฐมนตรีเงา แต่เมื่ออยู่ในฐานะเป็นนายกรัฐมนตรี หัวหน้าพรรคแรงงานจะมีอำนาจและบารมีมากจนบางทีถึงกับสามารถโต้แย้งมติในที่ประชุมประจำปีของพรรคได้ด้วย ตามปกติแล้วจะมีการติดต่อประสานงานกันระหว่างพรรคแรงงานสายรัฐสภากับพรรคแรงงานโดยรวมโดยมีคณะรัฐมนตรีเป็นตัวประสาน

ความสำคัญ ถึงแม้ว่าสมาชิกพรรคแรงงานจะมีอยู่ในหมู่ผู้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งในทุกสาขาวิชาชีพ แต่สมาชิกส่วนใหญ่และผู้ให้การสนันสนุนทางด้านการเงินจะมาจากสหภาพแรงงานเสียส่วนใหญ่ อย่างไรก็ตามพวกที่ทำงานอย่างทุ่มเทให้กับพรรคแรงงานส่วนใหญ่ก็คือพวกนักอุคมการณ์ของพรรคที่อยู่ตามพรรคในเขตเลือกตั้งระดับท้องถิ่น และบุคคลเหล่านี้ก็มักจะไม่ค่อย “กินเส้น” กับพวกสายสหภาพแรงงานก็เคยมี พรรคแรงงานจะติดยึดในทางอุดมการณ์รุนแรงกว่าพรรคอนุรักษนิยม หรือพรรค การเมืองสำคัญ ๆ ของสหรัฐฯ นอกจากนั้นแล้วเมื่อเทียบกันกับพรรคอื่น ๆ แล้ว สมาชิกพรรคแรงงานจะมีความยึดมั่นในพรรคในฐานะมีเป็นสถาบันยิ่งกว่าจะยึดติดอยู่กับผู้นำพรรคเป็นรายบุคคล การที่พรรคแรงงานแพ้การเลือกตั้งทั่วไปอยู่บ่อย ๆ นั้นสามารถอธิบายได้ว่าเป็นเพราะมุ่งมั่นเอาจริงเอาจังกับการเปลี่ยนแปลงทางสังคมแบบตั้งโปรแกรมจะให้เกิดขึ้นอย่างนั้นอย่างนี้ให้ได้ในประเทศที่ยังยึดมั่นในจารีตประเพณีอย่างเหนียวแน่นอย่างอังกฤษ พรรคแรงงานได้สูญเสียสมาชิกไปเป็นจำนวนมากใน ช่วงระหว่างทศวรรษปี 1960 ถึงต้นทศวรรษปี 1980

==========================

มีใครมองหาอีบุ๊กระบบการเมืองนานาชาติบ้างไหม

ขอแนะนำเล่มนี้ค่ะ:

พจนานุกรมระบบการเมืองนานาชาติ


Britain : Liberal Party

อังกฤษ : พรรคเสรีนิยม

พรรคการเมืองที่สำคัญพรรคหนึ่งในการเมืองของอังกฤษ พวกเสรีนิยมนี้สืบทอดมาจากพรรควิก ซึ่งเมื่อครั้งอดีตเคยเป็นหนึ่งในสองพรรคใหญ่ของอังกฤษ ที่พรรควิกเสื่อมความนิยมนั้นเป็นผลมาจาก (1) การก้าวสู่ความนิยมของพรรคแรงงาน (2) การปรับปรุงท่าทีและจุดยืนของพรรคอนุรักษนิยมไปในทิศทางที่มีลักษณะเสรีนิยม (3) เกิดการแตกแยกภายในพรรควิกเอง และ (4)ขาดฐานทางสังคม-เศรษฐกิจที่กว้างขวาง พรรคเสรีนิยมส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งประมาณ 100 คน ในการเลือกตั้งทั่วไปในช่วงเมื่อไม่นานมานี้ และพรรคเสรีนิยมก็ยังได้คะแนนเสียงมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นแต่เป็นคะแนนเสียงที่มีลักษณะกระจายตัว ซึ่งเมื่อระบบการเลือกตั้งเป็นแบบเขตเลือกตั้งหนึ่งมีสมาชิกได้เพียงคนเดียวแล้วขนาดของคะแนนนิยมของพรรคเสรีนิยมที่เพิ่มขึ้นก็ไม่ได้ช่วยให้ขนาดของพรรคในสายรัฐสภาเพิ่มมากขึ้นแต่อย่างใด การจัดองค์การของพรรคเสรีนิยมมีลักษณะคล้ายกับพรรคการเมืองใหญ่ 2 พรรคของอังกฤษ คือ พรรคแรงงานและพรรคอนุรักษนิยม

ความสำคัญ ยุทธวิธีในปัจจุบันของพรรคเสรีนิยมก็คือให้ได้ที่นั่งเพิ่มในสภาสามัญมากพอที่จะทำหน้าที่ผู้ถือดุลอำนาจระหว่างสองพรรคใหญ่ให้ได้ อย่างก็ตามนโยบายเกี่ยวกับพรรคที่สามนี้มักจะมีอยู่ในโครงการของสองพรรคใหญ่เสมอ ทำให้พรรคเสรีนิยมต้องสูญเสียคะแนนเสียงของผู้ที่นิยมขวาของตนไปให้แก่พรรคอนุรักษนิยม และคะแนนสียงของผู้นิยมซ้ายของตนไปให้แก่พรรคแรงงาน อย่างไรก็ตามก็ยังมีพวกเสรีนิยมเป็นจำนวนมากยังคงทำงานอย่างมุมานะที่จะฟื้นฟูพรรคให้กลับมาผงาดเป็นพรรคเดินสายกลางให้ได้อีกครั้งหนึ่ง

===========================

มีใครมองหาอีบุ๊กระบบการเมืองนานาชาติบ้างไหม

ขอแนะนำเล่มนี้ค่ะ:

พจนานุกรมระบบการเมืองนานาชาติ


Britain : Monarch

อังกฤษ : องค์กษัตริย์

ประมุขแห่งรัฐโดยสายโลหิตของสหราชอาณาจักรและจักรวรรดิอังกฤษ และทรงเป็นสัญลักษณ์แห่งความมีเอกภาพของเครือจักรภพ ในช่วงก่อนที่จะกำหนดให้รัฐสภามีอำนาจสูงสุดนั้นกษัตริย์ทรงปกครองด้วยพระราชอำนาจ ครั้นเมื่อเกิดการปฏิวัติครอเรียสเรฟโวลูชันปี ค.ศ. 1688 แล้วความมีอำนาจสูงสุดของรัฐสภาได้รับการรับรองและปัจจุบันสถานะของกษัตริย์ที่อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญก็อิงบทบัญญัติทางกฎหมายและจารีตประเพณี พระราชอำนาจที่ยังเหลืออยู่องค์กษัตริย์ทรงใช้โดยการกราบบังคมทูลของคณะรัฐมนตรี ได้แก่ (1) พระราชอำนาจในการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี (2) พระราชอำนาจในการสั่งปลดรัฐบาล (3) พระราชอำนาจในการยุบสภา (4) พระราชอำนาจในการแต่งตั้งขุนนาง และ (5) พระราชอำนาจในการพระราชทานพระบรมราชานุเคราะห์ พระราชทานเกียรติยศ และพระราชทานอภัยโทษ

ความสำคัญ ปัจจุบันสมเด็จพระนางเจ้าเอลิซาเบธที่ 2 ทรงเป็นพระราชินีของสหราชอาณาจักรและของจักรวรรดิอังกฤษที่ยังคงเหลืออยู่ และในส่วนพระองค์นั้นพระนางก็ยังทรงเป็นพระราชินีของรัฐ ต่าง ๆ ที่เคยเป็นอาณานิคมของอังกฤษแต่มิได้เป็นสาธารณรัฐ ในฐานะที่ทรงเป็นพระประมุขแห่งเครือจักรภพ พระนางทรงได้รับการรับรองว่าเป็นสัญลักษณ์ของสมาคมเสรีแห่งกลุ่มประชาชาติที่มีความหลากหลายอยู่ทั่วโลก กษัตริย์อังกฤษซึ่งปัจจุบันคือพระราชินีนี้ทรงสร้างความสามัคคีกลมเกลียวและความต่อเนื่องให้แก่ชาติ ทรงสร้างความอลังการให้แก่กระบวนการการปกครอง และในฐานะที่ทรงเป็นพระประมุขแห่งศาสนจักรแห่งอังกฤษทรงได้รับการคาดหวังว่าจะทรงเป็นแบบอย่างทางด้าน ศีลธรรมแก่สังคมอังกฤษ แต่ในความเป็นจริงนั้นกษัตริย์ทรงครองราชสมบัติแต่นายกรัฐมนตรีปกครอง กระนั้นก็ดีจากการที่กษัตริย์ “ทรงมีสิทธิที่จะได้รับการกราบบังคมทูล ทรงมีสิทธิที่จะทรงกระตุ้น และทรงมีสิทธิที่จะทรงตักเตือน” พระองค์ในฐานะที่ทรงอุทิศพระองค์เพื่อกิจการของรัฐโดยที่ไม่เกี่ยวข้องกับการเมืองตลอดพระชนมชีพ ก็อาจจะมีอิทธิพลที่ยากจะประเมินหรือจะเพิกเฉยได้
=================

มีใครมองหาอีบุ๊กระบบการเมืองนานาชาติบ้างไหม

ขอแนะนำเล่มนี้ค่ะ:

พจนานุกรมระบบการเมืองนานาชาติ


Britain : Parliament

อังกฤษ : รัฐสภา

สภานิติบัญญัติ 2 สภา (สภาขุนนางและสภาสามัญ) ที่เป็นศูนย์รวมแห่งอำนาจทางการเมืองในอังกฤษ รัฐสภาอังกฤษในฐานะที่มีอำนาจสูงสุดในทางกฎหมาย ทำหน้าที่เป็นเครื่องมือในการสร้างนโยบายของรัฐบาล คณะรัฐมนตรีในฐานะที่เป็นฝ่ายควบคุมพรรคการเมืองที่มีเสียงข้างมากก็จะใช้อำนาจของรัฐสภาในการกำหนดนโยบายดังกล่าว

ความสำคัญ การมีชัยชนะในการเลือกตั้งทั่วไปในแต่ละครั้งก็จะทำให้พรรคการเมืองที่ได้รับชัยชนะมีสิทธิที่จะใช้อำนาจของรัฐสภาในการตรากฎหมายเกี่ยวกับโครงการต่าง ๆ ของรัฐบาล เมื่อได้เกิดการ ปกครองตามระบอบมีพรรคการเมืองขึ้นมาในอังกฤษแล้วนั้น ก็ได้ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงด้านลักษณะของรัฐสภาจากเดิมที่เป็นองค์กรสำหรับการอภิปรายอย่างแท้จริงไปเป็นองค์กรที่ให้ความ ชอบธรรมแก่การตกลงใจทั้งหลายในระบบ อย่างไรก็ตามระบบ “แม่แห่งรัฐสภา” ได้กลายเป็น แม่แบบให้แก่การปกครองระบอบประชาธิปไตยของโลก รัฐสภาของอังกฤษนี้อาจมีลักษณะตรงกันข้ามกับสภาคองเกรสของอเมริกัน ที่เป็นเพียงหนึ่งใน 3 ฝ่ายที่มีความเท่าเทียมกันของรัฐบาลเท่านั้นเอง
============================

มีใครมองหาอีบุ๊กระบบการเมืองนานาชาติบ้างไหม

ขอแนะนำเล่มนี้ค่ะ:

พจนานุกรมระบบการเมืองนานาชาติ


Britain : Party Government

อังกฤษ : การปกครองในระบบพรรคการเมือง

บทบาทอันสำคัญยิ่งของพรรคการเมืองที่ครองเสียงข้างมากในกระบวนการตกลงใจทางการเมือง ในระบบการปกครองของอังกฤษนั้นพรรคการเมืองที่ชนะการเลือกตั้งได้ครองเสียงข้างมากมีสิทธิที่จะจัดตั้งรัฐบาล นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีในฐานะที่เป็นคณะผู้นำพรรคที่ครองเสียงข้างมากจะเป็นผู้ได้รับอำนาจของรัฐสภามาใช้ดำเนินโครงการต่าง ๆ ให้เป็นรูปธรรมขึ้นมา นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีจะคงมีอำนาจนี้อยู่ต่อไปทราบเท่าที่รัฐบาลยังได้รับความไว้วางใจจากรัฐสภา

ความสำคัญ การปกครองในระบอบพรรคการเมืองในอังกฤษอิงพื้นฐานของระบบพรรคการเมือง 2 พรรค คือ พรรคอนุรักษนิยม และพรรคแรงงาน ซึ่งประกาศนโยบายสาธารณะที่แตกต่างกัน จะเสนอตัวเป็นทางเลือกให้แก่ผู้ลงคะแนนเสียง แม้ว่าในทางกฎหมายนั้นรัฐสภาจะมีอำนาจสูงสุดแต่บทบาทของรัฐสภาได้ลดน้อยลงไปเพราะจะต้องพึ่งพาคณะรัฐมนตรีในฐานะเป็นองค์กรที่จะทำหน้าที่เสนอแนะและดำเนินนโยบาย พรรคการเมืองของอังกฤษมีลักษณะตรงกันข้ามกับระบบพรรคการเมืองของอเมริกัน คือ เป็นระบบมีการบริหารจัดการแบบรวมอำนาจ มีความเป็นเอกภาพทางด้านอุดมการณ์อยู่ในระดับสูงและมีวินัยในพรรคดีมาก เพราะฉะนั้นเมื่อได้ผู้นำพรรคที่ดีแล้วก็จะช่วยเป็นหลักประกันได้ว่าจะทำให้เสียงข้างมากโดยอัตโนมัติในรัฐสภาเกิดประโยชน์ช่วยให้มาตรการต่าง ๆ ที่รัฐบาลเสนอสามารถผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภาไปได้
======================

มีใครมองหาอีบุ๊กระบบการเมืองนานาชาติบ้างไหม

ขอแนะนำเล่มนี้ค่ะ:

พจนานุกรมระบบการเมืองนานาชาติ


Britain : Party System

อังกฤษ : ระบบพรรคการเมือง

ในระบบพรรคการเมืองของอังกฤษ มีพรรคการเมืองแบบสองพรรคมานานหลายปีแล้ว ซึ่งประกอบด้วยพรรคแรงงานและพรรคอนุรักษนิยม แต่ก็ยังมีพรรคการเมืองอื่นๆ อีก เช่น พรรคเสรีนิยม พรรคสังคมประชาธิปไตย พรรคชาตินิยมเวลส์และสก๊อต และพรรคคอมมิวนิสต์ ทำการแข่งขันการเลือกตั้งด้วยเหมือนกัน แนวโน้มของการรวมกลุ่มใหญ่โดยยึดบรรทัดฐานสองพรรคนี้เริ่มแสดงให้เห็นในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 คือ ในช่วงที่พรรคแรงงานได้เข้ามาแทนที่พรรคเสรีนิยมเป็นพรรคใหญ่อีกพรรคหนึ่ง การแยกกลุ่มผู้ลงคะแนนเสียงออกจาก 2 พรรคใหญ่เป็นกลุ่มอิสระเริ่มขึ้นเมื่อทศวรรษปี 1960 ส่งผลให้คะแนนเสียงของผู้ที่เคยลงให้แก่ 2 พรรคใหญ่มีสัดส่วนลดลง

ความสำคัญ พรรคการเมืองของอังกฤษมีลักษณะที่ตรงกันข้ามกับระบบพรรคการเมืองของอเมริกัน กล่าวคือ ระบบพรรคการเมืองของอังกฤษมีลักษณะการรวมอำนาจอยู่ในระดับสูงมาก ทั้งในด้านภาวะผู้นำ การจัดองค์การ และการสนับสนุนด้านการเงินจากองค์การระดับชาติต่าง ๆ แต่ด้วยเหตุที่อังกฤษมีพื้นที่ขนาดเล็ก มีความกลมเกลียวทางด้านประชากร และมีการยึดหลักการพึ่งพิงองค์กรกลาง จึง ทำให้วินัยภายในพรรคการเมืองอยู่ในระดับสูงมาก จากการที่การลงคะแนนเสียงในรัฐสภาของพรรคการเมืองมีวินัยเคร่งครัดเช่นนี้ ทำให้ง่ายต่อการที่ผู้ลงคะแนนเสียงจะกำหนดความรับผิดชอบในเรื่องความล้มเหลวและความสำเร็จของโครงการกว่าในกรณีของระบบพรรคการเมืองของอเมริกัน
======================

มีใครมองหาอีบุ๊กระบบการเมืองนานาชาติบ้างไหม

ขอแนะนำเล่มนี้ค่ะ:

พจนานุกรมระบบการเมืองนานาชาติ


Britain : Prime Minister

อังกฤษ : นายกรัฐมนตรี (พีเอ็ม)

ประมุขของรัฐบาลในอังกฤษ ในระบอบการปกครองของอังกฤษนั้น ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ก็คือ ตำแหน่งหัวหน้าที่ปรึกษาของกษัตริย์นั่นเอง ด้วยเหตุที่อังกฤษมีระบบพรรคการเมืองแบบสองพรรค ดังนั้นจึงเป็นเรื่องที่เป็นไปโดยอัตโนมัติที่กษัตริย์จะทรงเลือกหัวหน้าพรรคการเมืองที่ครองเสียงข้างมากในสภาสามัญขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี จากนั้นนายกรัฐมนตรีก็จะจัดตั้งรัฐบาลโดยคัดเลือกสมาชิกของคณะรัฐบาล และนายกรัฐมนตรีก็ยังสามารถสับเปลี่ยน โยกย้าย หรือเรียกร้องให้สมาชิกของคณะรัฐมนตรีลาออกได้ด้วย นายกรัฐมนตรีในฐานะที่เป็นบุคคลที่ในภาษาอังกฤษเรียกว่า “เฟิสท์อะมังอีควลส์” (บุคคลแรกในหมู่บุคคลที่เท่าเทียมกัน) ในคณะรัฐมนตรีจะต้องรับผิดชอบต่อการร่างและประสานนโยบายตลอดจนการเสนอแนะและผ่านร่างพระราชบัญญัติต่าง ๆ นายกรัฐมนตรีในฐานะที่เป็นประมุขของรัฐบาล จะได้รับมอบหมายให้ทำการบริหารจัดการกิจการต่าง ๆ ของชาติ พร้อมไปกับทำหน้าที่เป็นหัวหน้าคณะผู้แทนของชาติในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เมื่อปี ค.ศ. 1978 นางมาร์กาเรต แทตเชอร์ หัวหน้าพรรคอนุรักษนิยม เข้าดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกในประวัติศาสตร์ของอังกฤษ

ความสำคัญ อำนาจของนายกรัฐมนตรีมิได้มาจากบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญหรือตัวบทกฎหมายเป็นการเฉพาะ แต่เป็นอำนาจที่ได้มาจากธรรมชาติของระบบขณะเกิดการวิวัฒนาการขึ้นมา แต่ก็เป็นอำนาจที่มีหลักประกันว่าจะมีการนำไปใช้อย่างมีความรับผิดชอบ นายกรัฐมนตรีของอังกฤษไม่เหมือนกับประธานาธิบดีสหรัฐฯ ตรงที่ไม่มีการกำหนดในเรื่องวาระการดำรงตำแหน่ง คือ สามารถอยู่ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีได้ตราบเท่าที่สามารถครองความไว้วางใจของพรรคในสภาสามัญและได้รับการสนับสนุนจากสาธารณชนที่แสดงออกมาในการเลือกตั้งทั่วไปที่จัดให้มีขึ้นอย่างน้อยในทุก 5 ปี
=========================

มีใครมองหาอีบุ๊กระบบการเมืองนานาชาติบ้างไหม

ขอแนะนำเล่มนี้ค่ะ:

พจนานุกรมระบบการเมืองนานาชาติ


Britain : Role of Opposition

อังกฤษ : บทบาทของพรรคการเมืองฝ่ายค้าน

หน้าที่ของพรรคการเมืองใหญ่ที่ครองเสียงข้างน้อยในระบบการเมืองของอังกฤษ พรรคฝ่ายค้านของ “สมเด็จพระนางเจ้า” จะทำหน้าที่คอยซักไซ้ไล่เลียงและตรวจสอบโครงการต่าง ๆ ของฝ่ายรัฐบาลอยู่อย่างต่อเนื่อง จะต้องคอยตรวจสอบว่าพรรคการเมืองที่อยู่ในอำนาจนั้นมีคุณสมบัติพอที่จะปกครองประเทศได้หรือไม่ พอที่จะอธิบายนโยบายของตนให้เป็นที่พอใจได้หรือไม่ พอที่จะให้เหตุผลมาสนับสนุนการกระทำของตนได้หรือไม่ และพอที่จะรับผิดชอบต่อความต้องการของสาธารณชนได้หรือไม่ พรรคฝ่ายค้านนี้ความจริงคือตัวเลือกที่จะมาจัดตั้งรัฐบาลใหม่ขึ้นมาปกครองประเทศนั่นเอง บทบาทของพรรคฝ่ายค้านได้รับการรับรองโดยรัฐจะให้เงินเดือนแก่หัวหน้าพรรคฝ่ายค้านและผู้ช่วยห้วหน้าพรรคฝ่ายค้านนี้ด้วย

ความสำคัญ บทบาทของพรรคฝ่ายค้านมีความสำคัญต่อธรรมชาติของประชาธิปไตยในแบบรัฐสภาของอังกฤษ การที่พรรคฝ่ายค้านจะพลิกผันกลับมาเป็นฝ่ายจัดตั้งรัฐบาลเสียเองได้หรือไม่นั้น ก็ต้องอาศัยวินัย ความจงรักภักดี และการสนับสนุนของภาวะผู้นำภายในพรรคฝ่ายรัฐสภาของแต่ละพรรคให้ได้ พรรคที่เป็นฝ่ายค้านจะพยายามวิพากษ์วิจารณ์ด้วยความรับผิดชอบทั้งนี้ก็ต้องคำนึงถึงวันที่สถานะของตนอาจจะพลิกผันจากสถานะฝ่ายค้านไปอยู่ในสถานะฝ่ายรัฐบาลในสภาสามัญไว้ด้วย ระบบของอังกฤษไม่เหมือนกับระบบของอเมริกัน ตรงที่ในระบบของอเมริกันพรรคฝ่ายค้านในสภาคองเกรสมักจะสามารถคว่ำข้อเสนอของฝ่ายบริหารและสามารถบีบให้เกิดการนีประนอมกันได้ แต่ในระบบของอังกฤษนั้นพรรคฝ่ายค้านปกติมีอำนาจแค่วิพากษ์วิจารณ์ ชะลอการตรากฎหมาย และเสนอทางเลือกให้แก่ผู้ลงคะแนนเสียงในการเตรียมตัวรณรงค์เลือกตั้งในอนาคตได้เท่านั้นเอง
=============================

มีใครมองหาอีบุ๊กระบบการเมืองนานาชาติบ้างไหม

ขอแนะนำเล่มนี้ค่ะ:

พจนานุกรมระบบการเมืองนานาชาติ


Britain : Royal Commission

อังกฤษ : คณะราชกรรมาธิการ

คณะกรรมาธิการเฉพาะกิจที่ปลอดจากการเมืองซึ่งได้รับการแต่งตั้งจากรัฐบาลให้มาทำการศึกษาปัญหาสำคัญ ๆ เกี่ยวกับสาธารณประโยชน์ คณะราชกรรมาธิการนี้จะได้รับมอบหมายภารกิจที่มีความซับซ้อนและสำคัญมาก ๆ ซึ่งจะต้องใช้เวลาและความพยายามมากกว่าปกติ ซึ่งยากนักที่คณะกรรมาธิการรัฐสภาปกติคณะใดคณะหนึ่งจะอุทิศให้แก่ภารกิจเช่นนี้ได้ คณะราชกรรมาธิการนี้ประกอบด้วยสมาชิกรัฐสภา ผู้เชี่ยวชาญ และเอกชน โดยจะมีบุคคลผู้มีชื่อเสียงที่ สาธารณชนรู้จักเป็นอย่างดีทำหน้าที่เป็นประธานและมีข้าราชการพลเรือนอีกคนหนึ่งจากกระทรวงที่เกี่ยวข้องมาทำหน้าที่เป็นเลขาธิการ คณะกรรมาธิการซึ่งจะทำหน้าที่นานแค่ไหนก็ได้เท่าที่จะจำเป็นต่อภารกิจนี้ ก็จะทำหน้าที่ (1) เรียกบุคคลมาชี้แจง (2) แสวงหาพยาน (3) ปรึกษาหารือกับผู้เชี่ยวชาญ (4) รวบรวมข้อมูลและตรวจสอบหลักฐาน ในขั้นสุดท้ายนั้นก็จะมีการเขียนรายงานให้ข้อเสนอแนะเพื่อการปฏิบัติของฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติ สมาชิกของคณะราชกรรมาธิการที่มีความเห็นเป็นอย่างอื่นก็มีอิสระที่จะแยกเขียนรายงานความเห็นของคนส่วนน้อยหนึ่งฉบับหรือมากกว่าก็ได้

ความสำคัญ คณะราชกรรมาธิการได้รับเกียรติเป็นอย่างมากเพราะมีผลงานที่มีความสมบูรณ์และปราศจากอคติ แม้ว่ารัฐบาลจะไม่มีข้อผูกพันว่าจะต้องปฏิบติตามรายงานที่เสนอโดยคณะราชกรรมาธิการนี้ก็จริง แต่นโยบายของรัฐบาลจะได้รับผลกระทบ เพราะผลการวินิจฉัยข้อเท็จจริงของคณะราช กรรมาธิการจะมีอิทธิพลต่อสมาชิกรัฐสภา และเป็นการแจ้งข่าวสารและเป็นการให้การศึกษาแก่ สาธารณชน เมื่อไม่กี่ปีมานี้คณะราชกรรมาธิการได้ทำหน้าที่เรื่องต่าง ๆ เช่น (1) ปัญหาสวัสดิภาพทางสังคม (2) สื่อมวลชน (3) การค้า และ (4) การกระจายความมั่งคั่ง
=====================

มีใครมองหาอีบุ๊กระบบการเมืองนานาชาติบ้างไหม

ขอแนะนำเล่มนี้ค่ะ:

พจนานุกรมระบบการเมืองนานาชาติ


Britain : Social Democratic/ Liberal Alliance

อังกฤษ : พันธมิตรระหว่างพรรคสังคมนิยมประชาธิปไตยกับพรรคเสรีนิยม

ข้อตกลงที่ประเทศอังกฤษเมื่อปี ค.ศ. 1981 ระหว่างพรรคสังคมประชาธิปไตยที่จัดตั้งใหม่กับพรรคเสรีนิยม ลักษณะสำคัญของข้อตกลงเป็นกติกาสัญญาทางการเลือกตั้งว่า ทั้งสองพรรคจะไม่แข่งขันในการเลือกตั้งทั้งในระดับรัฐสภาและในระดับท้องถิ่น แต่ทั้งสองฝ่ายจะให้การสนับสนุนซึ่งกันและกันในการรณรงค์เลือกตั้ง ทั้งสองพรรคประกาศว่าจะทำการเปลี่ยนแปลงระบบการเลือกตั้งของอังกฤษให้เป็นแบบมีผู้แทนตามสัดส่วน คือเป็นแบบที่ทุกพรรคการเมืองมีที่นั่งในรัฐสภาตามสัดส่วนของคะแนนเสียงที่แต่ละพรรคได้จากผู้ลงคะแนนเสียง

ความสำคัญ การมีข้อตกลงระหว่างพรรคสังคมประชาธิปไตยกับพรรคเสรีนิยมนี้ เป็นการเพิ่มความน่าเชื่อถือว่าได้เกิดกลุ่มศูนย์กลางที่เข้มแข็งในการเมืองของอังกฤษเป็นครั้งแรกขึ้นมาแล้ว ข้อตกลงพันธมิตรนี้มีความหวังว่าจะสร้างพลังของตนขึ้นมาได้จากบรรดาสมาชิกที่ยังกวัดแกว่งใจไม่หนักแน่นของพรรคแรงงานและพรรคอนุรักษนิยม รวมทั้งจากพวกกลุ่มอิสระที่มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นในอังกฤษ

===========================

มีใครมองหาอีบุ๊กระบบการเมืองนานาชาติบ้างไหม

ขอแนะนำเล่มนี้ค่ะ:

พจนานุกรมระบบการเมืองนานาชาติ


Britain : Social Democratic Party(SDP)

อังกฤษ : พรรคสังคมประชาธิปไตย (เอสดีพี)

พรรคการเมืองของอังกฤษพรรคใหม่ที่เริ่มก่อตั้งในปี ค.ศ. 1981 โดยกลุ่มนักการเมืองระดับสูงที่แยกตัวออกมาจากพรรคแรงงาน สาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดการแตกแยกในพรรคแรงงานครั้งนี้ ก็เพราะมีการเปลี่ยนแปลงธรรมนูญใหม่ของพรรคแรงงานเพื่อให้พรรคสามารถควบคุมสมาชิกพรรคฝ่ายรัฐสภาได้เข้มข้นมากยิ่งขึ้น ส่วนเหตุผลสำคัญในการจัดตั้งพรรคใหม่ขึ้นมานี้ก็เพราะช่องว่างระหว่างนโยบายของพรรคแรงงานกับของพรรคอนุรักษนิยมยังมีมาก

ความสำคัญ พรรคสังคมประชาธิปไตยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างศูนย์กลางทางการเมืองที่ปฏิเสธนโยบายที่ค่อนข้างสุดโต่งของพรรคแรงงาน พรรคสังคมประชาธิปไตยให้การสนับสนุนนโยบายต่าง ๆ เช่น ให้อังกฤษเป็นสมาชิกขององค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (นาโต) เป็นสมาชิกประชาคม ยุโรป (อีซี) และเป็นสมาชิกขององค์การระหว่างประเทศอื่น ๆ ต่อไป ในกิจการภายในนั้นพรรคสังคมประชาธิปไตยสนับสนุนให้คงเศรษฐกิจแบบประสมและกระจายอำนาจการปกครองต่อไป พรรคสังคมประชาธิปไตยได้รับความนิยมในหมู่ประชาชนอย่างรวดเร็ว

Caudillismo

เคาดิลลิสโม

หลักการปกครองทางการเมืองที่ยึดหลักตัวบุคลหรือหลัก “เจ้านาย” ในการเมือง แถบละตินอเมริกา เคาดิลลิสโมจะอิงหลักความจงรักภักดีของผู้ตามหรือลูกน้องที่มีต่อผู้นำหรือเจ้านาย เคาดิลลิสโมซึ่งมีรากฐานมาจากระบบศักดินาของสเปนและโปรตุเกส ได้นำมาปฏิบัติแทนสถาบัน ทางการของการปกครองตั้งแต่ระดับท้องถิ่นไปจนถึงระดับชาติ

ความสำคัญ การเมืองของละตินอเมริกามีแนวโน้มไปในทางความจงรักภักดีส่วนบุคคลยิ่งกว่าที่จะ มุ่งไปทางเนื้อหาสาระทางการเมือง ด้วยเหตุนี้ผู้เป็นเจ้านายจึงสามารถควบคุมกิจการทางการเมือง ต่าง ๆ จากทำเนียบประธานาธิบดีโดยตรงได้ อย่างเช่นกรณีของฮวน เปอรอง ในอาร์เจนตินา หรือ อาจจะควบคุมกิจการทางการเมืองต่าง ๆ โดยอยู่หลังฉากอย่างเช่นกรณีของฟุลเจนซิโอ บาติสตา ในคิวบาระหว่างปี ค.ศ. 1933-1940 เคาดิลลิสโมอาจจะคงหน้าฉากว่าเป็นระบอบการปกครองที่ยึดหลักสาธารณรัฐแต่หลังฉากมีลักษณะคล้าย ๆ กับระบอบการปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์หรือระบอบเผด็จการ

========================

มีใครมองหาอีบุ๊กระบบการเมืองนานาชาติบ้างไหม

ขอแนะนำเล่มนี้ค่ะ:

พจนานุกรมระบบการเมืองนานาชาติ


China (PCR) : Central Committee

จีน (พีซีอาร์, สาธารณรัฐประชาชนจีน) : คณะกรรมการกลาง

ภายใต้ธรรมนูญของพรรคคอมมิวนิสต์จีน (ซีซีพี) ปี ค.ศ. 1977 คณะกรรมการกลางเป็นเครื่องมือ ที่ซึ่งการตกลงใจของพรรคได้รับการตรวจสอบและถ่ายทอดต่อไปยังองค์กรอื่น ๆ ตามข้อบังคับของพรรคคอมมิวนิสต์จีน (ซีซีพี) นั้น คณะกรรมการกลางเป็น “องค์กรแนวหน้าสูงสุดของการจัดองค์การพรรค...เมื่อการประชุมใหญ่ของพรรคแห่งชาติ (แนชันแนล ปาร์ตี คองเกรส) มิได้อยู่ในสมัยประชุม” ในระหว่างช่วงว่างเว้นสมัยประชุมนี้ คณะกรรมการกลางได้รับมอบหมายให้ทำการอำนวยการในงาน ทุกอย่างของพรรค สมาชิกสมบูรณ์แบบจำนวนประมาณ 201 คนกับสมาชิกภาคีอีกจำนวน 132 คนของคณะกรรมการกลาง ได้รับการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการจากที่ประชุมใหญ่ของพรรคแห่งชาติ (เนชันแนล ปาร์ตี คองเกรส) คณะกรรมการกลางจะประชุมกันปีหนึ่ง ๆ 1-2 ครั้ง ๆ 2-3 สัปดาห์ สมัยประชุมของคณะกรรมการกลางเป็นความลับไม่เปิดเผยแก่บุคคลภายนอก เพียงแต่จะมีการออก แถลงการณ์สั้น ๆ ที่ระบุถึงข้อที่นำมาอภิปราย เรื่องทางการเมืองหรือโครงการที่ให้การยอมรับ

ความสำคัญ แม้ว่าจะยังขาดความรู้ที่กระจ่างชัดพอที่จะทำความเข้าใจได้อย่างทะลุปรุโปร่งถึง บทบาทของคณะกรรมการกลางนี้ได้ แต่ก็พอจะตั้งข้อสังเกตบางประการได้ว่า สมาชิกที่มีสิทธิลงคะแนนเสียงในสัดส่วนสำคัญของคณะกรรมการกลางนี้ประกอบด้วยสมาชิกของกรมการเมือง (โพลิตบุโร) ซึ่งกรมการเมืองของพรรคคอมมิวนิสต์จีนนี้ก็เป็นเช่นเดียวกับกรมการเมือง (โพลิตบุโร) ของพรรคคอมมิวนิสต์อดีตสหภาพโซเวียต คือ เป็นองค์กรทำหน้าที่ตกลงใจระดับสูงสุดในประเทศจีน คณะกรรมการกลางซึ่งมีวินัยสูงมากนี้สามารถให้ความชอบธรรมและถ่ายทอดคำสั่งจากกรมการเมืองได้ จากการที่การประชุมของคณะกรรมการกลางถือว่าเป็นความลับและจากการที่การเป็นสมาชิกของคณะกรรมการกลางนี้มีลักษณะเป็นผู้แทน จากความสำคัญ 2 ข้อนี้เองทำให้บรรดาผู้นำสามารถใช้เป็นเครื่องมืออย่างมีประสิทธิผลในการแก้ไขอุปสรรค ทำการทดสอบมติ ตลอดจนเป็นเกณฑ์วัดความมีประสิทธิผลของนโยบายและการบริหารงานได้เป็นอย่างดี ส่วนหน่วยงานย่อ ๆ อีกหลากหลาย หน่วยงานของคณะกรรมการกลางซึ่งมีสมาชิกสับเปลี่ยนหมุนเวียนกันมาทำหน้าที่นี้ ก็ได้กลายเป็นหน่วยงานรวมศูนย์สำหรับคอยสอดส่องและคอยประเมินบรรดาผู้นำที่โดดเด่นขึ้นมาได้

China (PRC) : Chinese Communist Party (CCP)

จีน (พีอาร์ซี) : พรรคคอมมิวนิสต์จีน (ซีซีพี)

พรรคคอมมิวนิสต์ที่ใหญ่โตมากที่สุดในโลก มีสมาชิกกว่า 35 ล้านคน พรรคคอมมิวนิสต์จีน ซึ่งเป็นพรรคที่มีเอกภาพและมีวินัยอย่างสูงนี้ เป็นเครื่องมือที่บรรดาผู้นำพรรคสามารถใช้เพื่อควบคุมประชากรที่มีจำนวนมากที่สุดในโลกได้ ทั้งนี้เพราะประชาชนจีนส่วนใหญ่เป็นพวกที่อ่านหนังสือไม่ออก พรรคคอมมิวนิสต์จีนมีหน้าที่ทำการตกลงใจที่สำคัญ ๆ ทุกอย่าง และถูกจัดให้สามารถดำเนินการตามข้อตกลงเหล่านั้นได้ หลักการต่าง ๆ ของพรรคคอมมิวนิสต์จีนจะผูกพันทั้งบุคคลที่เป็นสมาชิกพรรคและบุคคลที่มิได้เป็นสมาชิกพรรค พรรคคอมมิวนิสต์จีนทำหน้าที่บรรจุแต่งตั้งบุคคลในพรรคให้เข้าไปดำรงตำแหน่งในสำนักงานใหญ่ที่สำคัญ ๆ ทุกแห่งในประเทศ และพรรคคอมมิวนิสต์จะไม่ยอมให้มีฝ่ายค้านอย่างเด็ดขาด มาตรฐานสำหรับการรับบุคคลและการล้างสมองบุคคลก็มีความเคร่งครัดมาก ทว่ามาตรฐานสำหรับคัดเลือกสมาชิกใหม่ของพรรคจะผันแปรไปตามห้วงเวลาแต่ละช่วงเท่าที่เห็นว่ามีความจำเป็นเป็นแบบใด โดยสมาชิกอาจจะเป็นพวกผู้นำทางทหาร ผู้นำทางช่างเทคนิค ผู้นำปัญญาชน หรือผู้นำชาวนาชาวไร่ องค์กรหลักของหน่วยงานกลางของพรรคเริ่มด้วยการประชุมใหญ่พรรคแห่งชาติ (เนชันแนล ปาร์ตี คองเกรส) ซึ่งสมาชิกจำนวน 35,000 คนของการประชุมใหญ่พรรคแห่งชาตินี้จะทำหน้าที่เป็นเครื่องมือในการป่าวประกาศนโยบายที่ระดับสูงขึ้นไปกำหนดมาแล้ว คณะกรรมการซึ่งมีสมาชิกสมบูรณ์แบบจำนวน 201 คน และมีสมาชิกภาคีอีกจำนวน 132 คนนี้เป็นที่รวมของบรรดาผู้นำสำคัญทั้งปวงให้มาประชุมกันเพื่อถกแถลง ให้ความเห็นชอบ และดำเนินนโยบาย กรมการเมืองหรือโพลิตบุโรซึ่งมีสมาชิกจำนวนประมาณ 30 คนจะใช้อำนาจของคณะกรรมการกลางในระหว่างที่ว่างเว้นสมัยประชุม อำนาจสูงสุดของกรมการเมืองอยู่กับคณะกรรมาธิการประจำของกรมการเมืองซึ่งมีสมาชิกระหว่าง 5-10 คน ซึ่งเป็นผู้นำที่มีอิทธิพลมากที่สุดในพรรค

ความสำคัญ พรรคคอมมิวนิสต์จีนเป็นแหล่งที่มาของอำนาจทั้งปวงในสาธารณรัฐประชาชนจีน พรรคคอมมิวนิสต์จีนนี้เองที่ทำหน้าที่กำหนดนโยบายทางการเมือง เศรษฐกิจและสังคม โครงสร้างพรรคมีรูปทรงแบบพีระมิด โดยมีอำนาจที่เป็นทางการอยู่ที่ฐานของพีระมิด แต่ในความเป็นจริงนั้นพรรคคอมมิวนิสต์และประเทศจีนถูกควบคุมจากเบื้องบนสุดของพีระมิด คือ กรมการเมือง (โพลิตบุโร) และหน่วยงานสูงสุดของกรมการเมืองก็คือคณะกรรมาธิการประจำนั่นเอง ด้วยเหตุที่พรรคคอมมิวนิสต์และรัฐบาลจีนมีความเชื่อมโยงถึงกันและกันและรัฐถูกจัดโดยอิงหลักการของรัฐเดี่ยว ทุกขั้นตอนของวิถีชีวิตของจีนจึงอยู่ภายใต้การพิจารณาของเจ้าหน้าที่ในระดับสูงของพรรคเพียงไม่กี่คนเท่านั้น การที่มีการควบคุมอย่างเคร่งครัดเช่นนี้ก็ด้วยอ้างเหตุผลด้วยวลีว่าเป็นลัทธิ “ประชาธิปไตยแบบรวมศูนย์”

========================

มีใครมองหาอีบุ๊กระบบการเมืองนานาชาติบ้างไหม

ขอแนะนำเล่มนี้ค่ะ:

พจนานุกรมระบบการเมืองนานาชาติ


China (PRC) : Communes

จีน (พีอาร์ซี) : คอมมูน

หน่วยการปกครองระดับพื้นฐานของการจัดองค์กรทางสังคมของจีนที่ออกแบบไว้เพื่อ ก่อให้เกิดผลผลิตสูงสุดโดยวิธีจัดระเบียบงานและแบบแผนการดำเนินชีวิตเสียใหม่ คอมมูนได้รับการจัดตั้งขึ้นมาแทนหน่วยการปกครองแบบโบราณของจีนเพื่อวัตถุประสงค์ในการสร้างบูรณาการผสมผสานภารกิจทางด้านอุตสาหกรรม การเกษตร การพาณิชย์ วัฒนธรรม การทหาร และการตำรวจ ทรัพย์สินและอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่เป็นของภาคเอกชนและของภาคสหกรณ์จะถูกนำมารวมไว้ในคอมมูน ทั้งหมด ผู้ใช้แรงงานทุกคนนับตั้งแต่แม่บ้านเรื่อยไปจนถึงผู้ผลิตผลผลิตและผู้จัดการภาคเกษตรกรรมและภาคอุตสาหกรรมในระดับท้องถิ่นก็ให้มาดำเนินการโดยกระทำในลักษณะร่วมกันทำงานต่าง ๆ จะร่วมกันทำโดยคณะผู้ผลิตที่ตั้งชื่อแตกต่างกันไป โดยคณะผู้ทำงานนี้จะจัดตั้งตามแบบการจัดองค์การของฝ่ายทหาร (คือ เป็นระดับกองพล ระดับกองพัน ระบบกองร้อย ระดับหมวด เป็นต้น)

ความสำคัญ การสร้างสังคมจีนให้เข้าสู่ระบบคอมมูนที่มีบูรณาการอย่างสมบูรณ์นี้เริ่มขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1958 แต่ได้ก็มีการแก้ไขในช่วงระหว่างปี ค.ศ. 1961 ถึงปี ค.ศ. 1964 ทั้งนี้เพราะเกิดการ แปลกแยกและเกิดความคับข้องใจในหมู่กรรมกรเนื่องจากเป็นการจัดองค์การที่ใหญ่โตเกินไป และ เกิดการตกต่ำของระดับการผลิต คอมมูนที่อยู่ในเมืองมีผลผลิตอยู่ในระดับต่ำมากไม่สามารถบรรลุถึงระดับที่ได้รับการยอมรับในระดับคอมมูนชนบท ทางการจีนต้องการยกระดับการผลิตขึ้นสู่ระดับก่อน ที่จะมีการจัดตั้งระบบคอมมูน ก็จำต้องพิจารณาถึงเงื่อนไขและปัจจัยของท้องถิ่นเพื่อปรับแต่งระบบการจัดคอมมูนในจีนใหม่ จากข้อนี้ส่อแสดงให้เห็นว่าจีนให้การยอมรับว่าแม้ว่ารัฐจะมีอำนาจกำหนดนโยบายเศรษฐกิจรวมที่อิงทฤษฎีคอมมิวนิสต์ได้แต่รัฐก็ไม่มีความสามารถใช้อำนาจควบคุมและ จัดการสังคมจีนได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด อย่างไรก็ตามคอมมิวนิสต์ก็ยังคงเป็นหน่วยการบริหารและหน่วยการผลิตอยู่ในจีนต่อไปจนกระทั่งทุกวันนี้

China (PRC) : Cultural Revolution

จีน (พีอาร์ซี) : การปฎิวัติทางวัฒนธรรม

ชื่อของการปฏิวัติที่สานุศิษย์ของเหมาเจ๋อตงตั้งให้แก่การต่อสู้ของพวกเขาในช่วงทศวรรษปี 1960 ต่อลัทธิแก้และต่อการทรยศต่อแนวทางการปฎิวัติ ในทัศนะของพวกลัทธิเหมานั้นการปฎิวัติทางวัฒนธรรมเป็นกระบวนการของชนชั้นกรรมาชีพที่ต่อต้านการฟื้นฟูระบบทุนนิยมและวัตถุนิยมในรูปแบบของตะวันตกหรือของโซเวียต การต่อสู้ที่มีอยู่อย่างต่อเนื่องถือว่ามีความจำเป็นเพราะว่าการขัดขืนของฝ่ายนายทุนจะเพิ่มทวีมากยิ่งขึ้นเมื่อใกล้จะถึงจุดจบ

ความสำคัญ ในการปฎิวัติทางด้านวัฒนธรรมนั้น การต่อสู้แย่งชิงอำนาจที่แท้จริงมิใช่เป็นการต่อสู้ระหว่างลัทธิคอมมิวนิสต์กับลัทธินายทุน แต่เป็นการต่อสู้ระหว่างพวกปฏิกิริยาหัวเก่ากับพวกข้ารัฐการและพวกนักวิชาการรุ่นใหม่ การต่อสู้กันครั้งนี้เป็นการต่อสู้ระหว่างพวกที่มีจิตใจยึดมั่นในทางปฎิวัติกับพวกที่ยึดหลักการสร้างชาติ การต่อสู้ระหว่างพลังขัดแย้งทั้งสองฝ่ายนี้ได้สร้างความแตกแยกให้แก่สังคมจีน โดยที่ฝ่ายผู้นำเก่าไม่สามารถพึ่งพาอาศัยความจงรักภักดีของพรรค ของรัฐและของข้ารัฐการฝ่ายทหารได้ จึงได้หันเข้าหามวลชนที่เรียกว่าผู้พิทักษ์แดงเพื่อช่วยให้ได้กลับมายืนหยัดเป็นผู้นำได้เหมือนเดิม วัตถุประสงค์ขั้นสุดท้ายของลัทธิคอมมิวนิสต์ ซึ่งได้แก่ การเปลี่ยนแปลงธรรมชาติของมนุษย์เพื่อให้สามารถสร้าง “มนุษย์คอมมิวนิสต์ใหม่” ได้ถูกใช้เป็นแรงบันดาลใจสำหรับการปฎิวัติทางวัฒนธรรมนี้

China (PRC) : Maoism

จีน (พีอาร์ซี) : ลัทธิเหมาเจ๋อตง

หนึ่งในสองปรัชญาสำคัญที่ขัดแย้งกัน ซึ่งทำให้เกิดการแบ่งแยกบรรดาผู้นำของพรรคคอมมิวนิสต์ในสาธารณรัฐประชาชนจีนออกจากกัน ลัทธิเหมาเจ๋อตงเน้นว่าความบริสุทธิ์ทางด้านอุดมการณ์และการบรรลุถึงเป้าหมายของการปฏิวัติเป็นความเร่งด่วนที่ต้องมาก่อนความชำนาญทางเทคโนโลยีและความมั่งคั่งทางวัตถุ เพื่อให้พวกตนสามารถเข้าไปควบคุมเพื่อให้บรรลุตามวัตถุประสงค์ข้างต้นได้อีกครั้งหนึ่ง พวกนิยมลัทธิเหมาเจ๋อตงจึงได้เรียกร้องให้เยาวชนที่ศึกษาอยู่ในระดับมัธยมศึกษาและในระดับวิทยาลัยหันมายึดอุดมคตินิยมเพื่อปลดเปลื้องจิตวิญญาณของจีนจากพวกทุนนิยมและพวกลัทธิแก้ตามแบบของตะวันตกและแบบของสหภาพโซเวียต ซึ่งเป็นพวกที่จะทำลายการปฎิวัติที่ประธานเหมาเจ๋อตงให้คำนิยามไว้ก่อนที่จะเสียชีวิตเมื่อปี ค.ศ. 1976

ความสำคัญ ลัทธิเหมาเจ๋อตงเกรงว่าการควบคุมสังคมจีนจะหลุดไปจากมือของผู้นำปฏิวัติกลุ่มเก่าไปอยู่ในมือของพวกนักสร้างชาติรุ่นใหม่ ซึ่งพวกหลังนี้ได้แก่พวกข้ารัฐการชั้นสูงและพวกนักวิชาการทางอุตสาหกรรมและทางเกษตรกรรม พวกที่ต้องการรักษาความบริสุทธิ์ผุดผ่องของลัทธิคอมมิวนิสต์ไว้ได้พยายามดิ้นรนโดยการเทิดทูนประธานเหมาเจ๋อตงและแนวคิดของเขาที่รวมอยู่ในหนังสือเรื่อง “โคเทชันฟรอมแชร์แมนเหมาเจ๋อตง”มาเป็นหุ่นเชิด พวกยุวชนพิทักษ์แดงได้ทำการโจมตีฝ่ายที่เป็นปฏิปักษ์ต่อประธานเหมาเจ๋อตง โดยการประณามด้วยถ้อยคำหยาบคาย การเผาทำลายอาคารสถานที่ การปล้นสะดม และการก่อความวุ่นวาย ซึ่งส่งผลให้มีการตอบโต้กันและกันขึ้น ทำให้ประเทศจีนตอนนั้นตกอยู่ในสภาพเกิดการจลาจลและสงครามกลางเมือง

China (PRC) : National Party Congress

จีน (พีอาร์ซี) : สภาพรรคแห่งชาติ

สถาบัน “ตรายาง” ที่ทำหน้าที่เป็นตัวแทนของมวลสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์จีน อำนาจสูงสุดของพรรคคอมมิวนิสต์จีนที่เป็นทางการอยู่ที่สภาพรรคแห่งชาตินี่เอง สภาพรรคแห่งชาติของจีนนี้ก็เช่นเดียวกับสภาทุกสหภาพของ(อดีต)สหภาพโซเวียต คือ มีสมาชิกประกอบด้วยผู้แทนจำนวนระหว่าง 1200-1500 คนที่ได้รับเลือกสรรโดยอ้อมเป็นทอด ๆ ผ่านทางสภาเทศบาล สภาเมือง และสภามณฑล ผู้แทนเหล่านี้เมื่อได้รับการเลือกสรรมาแล้วก็จะทำหน้าที่อยู่ 5 ปี ภายใต้ธรรมนูญทุกฉบับซึ่งรวมถึงฉบับปี ค.ศ. 1977 คณะกรรมการกลางได้รับมอบอำนาจให้สามารถยกเลิกการประชุมของสภาพรรคแห่งชาตินี้ได้ภายใต้สภาพแวดล้อมพิเศษ นอกจากนี้แล้วคณะกรรมการกลางนี้ก็ยังมีอำนาจสั่งเลื่อนการประชุมของหน่วยงานแม่ของตนคือพรรคอมมิวนิสต์ได้อีกด้วย โดยนัยนี้คณะกรรมการ กลางนี้จึงสามารถสลัดตนเองจากความรับผิดชอบต่อสภาพรรคแห่งชาติไปให้แก่สมาชิกพรรคได้ สภาพรรคแห่งชาติ (1) จะคอยฟังบรรคาผู้นำพรรคอธิบายถึงนโยบายที่มีการกำหนดไว้ก่อนหน้าแล้ว (2) ทำหน้าที่ผ่านมติที่เตรียมการไว้ล่วงหน้าก่อนหน้าแล้ว และ (3) ทำการคัดเลือกสมาชิกของคณะกรรมาธิการกลางที่ถูกเลือกไว้ก่อนหน้าในระดับโพลิตบุโรนั้นแล้ว

ความสำคัญ ในการจัดองค์การของหน่วยงานสำคัญๆของพรรคคอมมิวนิสต์จีนนั้น ทางพรรคคอมมิวนิสต์จีนจะยึดหลักแม่แบบของรัสเซีย (สมัยที่ยังเป็นสหภาพโซเวียต) ในทางทฤษฎีนั้นหน่วยงานทุกหน่วยมีการจัดสายงานบังคับบัญชาลดหลั่นโดยให้รับผิดชอบต่อสภาพรรคแห่งชาติที่ฐานของพีระมิด แต่ในทางปฏิบัตินั้นอำนาจสูงสุดจะอยู่ที่ข้างบนสุดของยอดพีระมิด คืออยู่ที่กรมการเมืองหรือโพลิตบุโร และที่คณะกรรมาธิการประจำของโพลิตบุโร และภายใต้หลักการของประชาธิปไตยแบบรวมศูนย์นั้น สถาบันอื่น ๆ ของพรรคทุกสถาบันจะทำหน้าที่ในการให้ความชอบธรรม ทำการถ่ายทอด ทำการสนอง และทำการโฆษณานโยบายและคำบงการที่สั่งการมาจากเบื้องบน

China (PRC) National People’s Congress (NPC)

จีน (พีอาร์ซี) : สภาประชาชนแห่งชาติ (เอ็นพีซี)

ฝ่ายนิติบัญญัติที่ทำหน้าที่ให้การรับรองนโยบายของสาธารณรัฐประชาชนจีน รัฐธรรมนูญของสาธารณรัฐประชาชนแห่งชาติเป็น “องค์กรสูงสุดแห่งอำนาจรัฐในสาธารณรัฐประชาชน” และเป็น “อำนาจนิติบัญญัติเพียงหนึ่งเดียวในประเทศ” การเลือกตั้ง (สมาชิกของสภาประชาชนแห่งชาติ) จะกระทำโดยการลงคะแนนเสียงลับภายหลังจาก “ที่ได้ปรึกษาหารือโดยทางประชาธิปไตย” ผ่านทางสภาประชาชนหลายระดับนับตั้งแต่ระดับท้องถิ่นขึ้นไปจนถึงระดับชาติ ผู้ลงคะแนนเสียงจะได้รับบัญชีผู้สมัครรับเลือกตั้งเพียงบัญชีเดียวที่เตรียมการเป็นการลับโดยเจ้าหน้าที่ของพรรคในระดับท้องถิ่น ผู้ลงคะแนนเสียงพอจะมีโอกาสเลือกบ้างเมื่อตอนที่พรรคในระดับท้องถิ่น ส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งจำนวนมากกว่าที่นั่งที่มีอยู่นั้น ในแต่ละปีจะมีผู้แทนประมาณ 3500 คน ที่ได้ รับเลือกให้มาอยู่ในตำแหน่งวาระละ 5 ปี โดยจะมาร่วมประชุมกันที่กรุงปักกิ่งเป็นเวลาหลายวันเพื่อให้ความเห็นชอบในนโยบายของผู้นำพรรค นอกจากนั้นแล้วสภาประชาชนแห่งชาตินี้ก็ยังจะทำการ คัดเลือกคณะกรรมาธิการสามัญของตนขึ้นมาคณะหนึ่ง ซึ่งเป็นองค์กรที่มีลักษณะเทียบได้กับสภา เปรสิเดียมแห่งสุพรีมโซเวียตให้มาทำหน้าที่ในช่วงว่างเว้นการประชุมของสภาประชาชนแห่งชาติ ประธานของคณะกรรมาธิการประจำนี้จะได้รับการเลือกสรรจากสภาประชาชนแห่งชาติให้ทำหน้าที่เป็นประมุขแห่งรัฐ

ความสำคัญ สภาประชาชนแห่งชาติเป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่างภาคทฤษฎีกับภาคปฏิบัติในระบบของจีน แม้ว่าสภาประชาชนแห่งชาติจะเป็น “องค์กรสูงสุดของอำนาจรัฐ” แต่การควบคุมที่อยู่หลังฉากโดยกลไกของพรรคจะมอบอำนาจให้สภาประชาชนแห่งชาตินี้มีบทบาทเป็นเพียงให้ความเห็นชอบในนโยบายเท่านั้นเอง นอกจากนั้นแล้วการเลือกประธานของสภาประชาชนแห่งชาติและคณะกรรมาธิการสามัญมีระเบียบปฏิบัติที่เป็นการให้ความเห็นชอบต่อการคัดเลือกของเจ้าหน้าที่ระดับสูงมากกว่าจะเป็นการเลือกตั้งในแบบของตะวันตก อย่างไรก็ตามสภาประชาชนแห่งชาตินี้อาจนำความรู้สึกความมีเอกภาพ ความรู้สึกว่าได้ติดต่อกับเจ้าหน้าที่ระดับสูงของประเทศ และความรู้สึกว่ามีความต่อเนื่องและมีวัตถุประสงค์มาสู่สังคมจีนที่มีความใหญ่โตและมีความหลากหลายได้

China (PRC) : Politburo

จีน (พีอาร์ซี) : กรมการเมือง

องค์กรที่ทำหน้าที่วินิจฉัยสั่งการสำคัญในพรรคคอมมิวนิสต์จีน (ซีซีพี) และในประเทศจีน กรมการเมืองประกอบด้วยสมาชิกประมาณ 30 คน มีหน้าที่ตัดสินใจในเรื่องต่าง ๆ แล้วส่งนโยบายต่อไปยังคณะกรรมการกลางพรรคที่พวกตนคัดเลือกมากับมือของตนเอง เพื่อให้ความเห็นชอบและถ่ายทอดนโยบายต่อไปยังกลุ่มฝ่ายปฏิบัติการที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนั้น ๆ ในพรรคคอมมิวนิสต์หรือในรัฐบาล หรือทั้งในพรรคคอมมิวนิสต์และในรัฐบาล กรมการเมืองจะได้รับการจัดองค์การให้ทำหน้าที่คู่ขนานไปกับรัฐมนตรีทั้งหลายของรัฐบาล ด้วยเหตุนี้ทั้งพรรคคอมมิวนิสต์และรัฐบาลจะเชื่อมโยงถึงกัน แต่พรรคจะควบคุมรัฐบาลอีกทีหนึ่ง

ความสำคัญ เครือข่ายอำนาจในกรมการเมืองอยู่ที่คณะกรรมาธิการสามัญของกรมการเมืองนี้เอง ซึ่งคณะกรรมาธิการสามัญของกรมการเมืองนี้ประกอบด้วยสมาชิกจำนวน 5-9 คน เป็นกลุ่มผู้ปกครองระดับสูงสุดที่มีอำนาจเด็ดขาดในสาธารณรัฐประชาชนจีน แต่เนื่องจากเรายังขาดข้อมูลเกี่ยวกับรายละเอียดในการทำงานของคณะกรรมาธิการสามัญของกรมการเมือง หรือของคณะกรรมการกลาง จึงทำให้ไม่สามารถพยากรณ์เกี่ยวกับรูปแบบหรือทิศทางการเปลี่ยนแปลงภาวะผู้นำที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้ ตามปกตินั้นคณะกรรมาธิการกลางจะทำการคัดเลือกคณะกรมการเมืองและคณะกรรมาธิการกลางสามัญของกรมการเมือง แต่ในทางปฏิบัตินั้นคณะกรรมาธิการสามัญนี้มีอำนาจสูงสุดยอดและจะทำการควบคุมองค์การกลางทั้งปวงของพรรคคอมมิวนิสต์จีน

China (PRC) : Red Guard

จีน (พีอาร์ซี) : ผู้พิทักษ์แดง

กลุ่มยุวชนและนักศึกษาในวิทยาลัยและในโรงเรียนมัธยมที่ขาดการจัดการและขาดระเบียบวินัยที่พวกนิยมลัทธิเหมาเจ๋อตงระดมเข้ามาไว่ในภาครัฐบาลและในพรรคคอมมิวนิสต์จีนในช่วงกลางทศวรรษปี 1960 เพื่อให้ทำหน้าที่ค้นหาและทำลายค่านิยมและสถาบันของชนชั้นกระฎุมพีในสังคมจีน ผู้พิทักษ์แดงทำหน้าที่เป็นเครื่องมือของ “การปฏิวัติทางวัฒนธรรมของชนชั้นกรรมาชีพที่ยิ่งใหญ่” ของเหมาเจ๋อตง ผู้พิทักษ์แดงจะใช้กำลังเข้าทำร้ายบุคคลและสร้างความอับอายให้แก่บรรดาผู้นำ นอกเหนือไปจากเข้าทำลายศิลปะจีนโบราณและทำการประณาม “มาตรฐานการครองชีพที่สูงและการดำเนินชีวิตตามแฟชั่นของฮ่องกงและพฤติกรรมของพวกข้ารัฐการ”

ความสำคัญ ผู้พิทักษ์แดงทำหน้าที่ 2 อย่างไปพร้อม ๆ กัน คือ หน้าที่อย่างแรกคือถูกใช้ให้ทำการบีบบังคับพวกปัญญาชน พวกนักเศรษฐศาสตร์ พวกวิศวกร และพวกนักการทหารที่สนใจอยู่กับการสร้างชาติให้หันมาให้ความสนใจในการปฏิวัติให้มากยิ่งขึ้น ส่วนหน้าที่อย่างที่ 2 นั้นก็คือ ต้องการให้ ผู้พิทักษ์แดงนี้สร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นในจีนโดยการนำบรรดผู้นำเยาวชนที่มีประสบการณ์ทางการปฏิวัติเข้ามามีอำนาจในอนาคตแทนผู้นำการปฏิวัติรุ่นเก่าที่ชราภาพตั้งแต่สมัย “การเดินทางที่ยาวไกล” (ลองมาร์ช) การระดมพวกพิทักษ์แดงฝ่ายต่าง ๆ ตลอดจนฝ่ายที่ให้การสนับสนุนและฝ่ายโจมตีเข้ามาไว่ในกองทัพปลดปล่อยประชาชนนี้ ทำให้กลไกในพรรคคอมมิวนิสต์จีนและสถาบันต่าง ๆ ในภาครัฐบาลหยุดชะงักลงในช่วงระหว่างปี ค.ศ. 1966-1968

China (PRC) : State Council

จีน (พีอาร์ซี) : สภาแห่งรัฐ

องค์กรที่ทำหน้าที่วินิจฉัยสั่งการสูงสุดของฝ่ายบริหารของรัฐ ซึ่งก็เทียบได้กับสภารัฐมนตรีในอดีตสหภาพโซเวียตนั่นเอง ประธานของสภาแห่งรัฐ ก็คือ นายกรัฐมนตรีของสาธารณรัฐประชาชนจีน สมาชิกของสภาแห่งรัฐประกอบด้วย รองนายกรัฐมนตรีจำนวนหลายคน รัฐมนตรีจำนวน 30 คน หรืออาจมากกว่า บรรดาหัวหน้าคณะกรรมาธิการรัฐและหน่วยงานต่าง ๆ และเลขาธิการอีก 1 คน ทุกตำแหน่งจะได้รับการเสนอชื่อจากนายกรัฐมนตรีและได้รับการรับรองจากสภาประชาชนแห่งชาติ สภาแห่งรัฐจะประชุมกันทุกเดือนและเป็นศูนย์กลางของกิจกรรมของฝ่ายบริหารและฝ่ายจัดการของรัฐ นอกจากนั้นแล้วสภาแห่งรัฐนี้ก็ยังมีคณะกรรมาธิการประจำหรือ “คณะรัฐมนตรีวงใน” อีกคณะหนึ่งที่จะมาประชุมกันบ่อยกว่าและมีลักษณะเทียบได้กับคณะผู้บริหารสูงสุดของสภารัฐมนตรีในระบบของโซเวียต สมาชิกของ “คณะรัฐมนตรีวงใน” นี้ประกอบด้วย นายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรี และเลขาธิการของสภาแห่งรัฐนี้


ความสำคัญ สภาแห่งรัฐจะทำหน้าที่บริหารจัดการกิจการต่าง ๆ ของชาติให้สอดคล้องกับนโยบายที่พรรคคอมมิวนิสต์จีนได้วางเอาไว้แล้วนั้น อำนาจในการวินิจฉัยสั่งการเด็ดขาดในสภาแห่งรัฐมีได้เนื่องจากสมาชิกของคณะกรรมาธิการสามัญของสภาแห่งรัฐและของสมาชิกของกรมการเมืองเป็นบุคคลกลุ่มเดียวกันในจำนวนที่ค่อนข้างสูงมากนั่นเอง เมื่อว่าด้วยอำนาจ สมาชิกและหน้าที่แล้ว สภาแห่งรัฐของจีนนี้เทียบได้กับสภารัฐมนตรีในอดีตสหภาพโซเวียตนั่นเอง

========================

มีใครมองหาอีบุ๊กระบบการเมืองนานาชาติบ้างไหม

ขอแนะนำเล่มนี้ค่ะ:

พจนานุกรมระบบการเมืองนานาชาติ


Coalition Government

รัฐบาลผสม

รัฐบาลที่มีพรรคการเมืองเล็ก ๆ หลายพรรคมารวมตัวกันจัดตั้งคณะรัฐมนตรีเมื่อไม่มีพรรคการเมืองพรรคใดสามารถครองเสียงข้างมากในสภานิติบัญญัติได้โดยลำพัง หัวหน้าพรรคการเมืองที่มีเสียงมากที่สุดจะพยายามทำความตกลงกับพรรคเล็กพรรคน้อยต่าง ๆ เพื่อให้มาผนึกกำลังกันเป็นเสียงข้างมากในสภานิติบัญญัติ ในการตกลงกันนั้นก็อาจจะต้องมีการประนีประนอมด้วยการให้สัญญาว่าจะดำเนินนโยบายหรือโครงการ แก้ไขนโยบายหรือโครงการ หรือล้มเลิกนโยบายหรือโครงการอย่างใดอย่างหนึ่ง ตลอดจนตกลงกันในเรื่องของคณะรัฐมนตรีหรือตำแหน่งอื่น ๆ สำหรับ ทุกพรรคที่เข้ามารวมกันเป็นรัฐบาลผสม รัฐบาลผสมนี้จะมีการจัดตั้งขึ้นมาเมื่อ (1) ชาติขาดสมานฉันท์ทางสังคม (2) พรรคการเมืองต่างยึดมั่นในอุดมการณ์อย่างเข้มข้น (3) กลุ่มตัวแทนของชนกลุ่มน้อยที่มีอยู่หลากหลายนั้นมีความรู้สึกว่าผลประโยชน์ของพวกตนจะไว้วางใจมอบไว้กับพรรคใหญ่ที่คนไม่สามารถควบคุมได้นั้นคงจะไม่ได้ และ (4) ระบบเลือกตั้งอิงรูปแบบการมีผู้แทนตามสัดส่วน

ความสำคัญ รัฐบาลผสมจะขาดเสถียรภาพยิ่งกว่ารัฐบาลที่ถูกควบคุมโดยพรรคการเมืองที่ครองเสียงข้างมากเพียงพรรคเดียว รัฐบาลผสมจะต้องอาศัยการประนีประนอมในหลักการของแต่ละพรรคและแต่ละพรรคที่เข้าร่วมด้วยนั้นก็จะต้องตกลงใจว่าฝ่ายตนจะสามารถประนีประนอมโดยที่จะไม่เป็นการละเมิดหลักการพื้นฐานของพรรคตนได้มากน้อยขนาดไหนด้วย รัฐบาลหลายพรรคการเมืองนี้จะทำให้เรื่องที่รับปากไว้กับผู้ลงคะแนนเสียงว่าจะทำเรื่องนั้นเรื่องนี้เป็นไปด้วยความยากลำบาก ส่วนในระบบสองพรรคการเมืองนั้นก็อาจจะมีการจัดตั้งรัฐบาลผสมหรือรัฐบาลแห่งความสามัคคีแห่งชาติขึ้นมาในช่วงสงครามหรือในช่วงวิกฤติแห่งชาติอันเป็นช่วงที่การแบ่งเป็นฝักเป็นฝ่ายในระบบพรรคถูกระงับไว้เป็นการชั่วคราว ในรัฐบาลผสมซึ่งมีลักษณะเดียวกับการเป็นพันธมิตรกันนั้น ฝ่ายที่ไม่อยากเข้าร่วมมากที่สุดจะเป็นผู้ควบคุมระดับของความร่วมมือ แต่ก็มีบางครั้งเหมือนกันที่พรรคเสียงข้างมากอยู่แล้วอาจรวมตัวกับพรรคเล็ก ๆ อีก 1 พรรคหรือหลายพรรคเพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งในรัฐสภาของฝ่ายตน

Constituency

เขตเลือกตั้ง

ตำบลหรือหน่วยทางภูมิศาสตร์สำหรับการลงคะแนนเสียงเพื่อเลือกตั้งผู้แทนเข้าไปในสภานิติบัญญัติ หรือเลือกคนให้ไปทำหน้าที่เป็นผู้แทน บุคคลที่ลงคะแนนเสียงในภาษาอังกฤษเรียกว่า คอนสติททิวเอนท์ ภายใต้ระบบเขตเดียวเบอร์เดียวนั้น เขตเลือกตั้งเขตหนึ่งจะมีผู้แทนในสภานิติบัญญัติได้เพียงคนเดียวเท่านั้น แต่ภายใต้ระบบการมีผู้แทนตามสัดส่วนนั้นจะมีผู้แทนหลายคนได้รับเลือกตั้งจากแต่ละเขตเลือกตั้ง

ความสำคัญ เขตเลือกตั้งเป็นฐานของการปกครองแบบการมีผู้แทน แต่เนื่องจากสังคมสมัยใหม่มีลักษณะเคลื่อนไหวมีประชาชนย้ายเข้าย้ายออกอยู่เสมอ จึงเกิดปัญหาอย่างต่อเนื่องอย่างหนึ่ง สำหรับการปกครองตามหลักประชาธิปไตย คือ ทำอย่างไรถึงจะกำหนดเขตเลือกตั้งใหม่หรือทำอย่างไรถึงจะคงเขตการเลือกตั้งไว้เพื่อให้พื้นที่มีประชากรเท่าเทียมกัน

Constitution

รัฐธรรมนูญ

กฎหมายหลักหรือกฎหมายพื้นฐานของรัฐ ที่กำหนดถึงองค์กรพื้นฐานต่าง ๆ ของรัฐบาลและการปฏิบัติหน้าที่ขององค์กรเหล่านั้น ตลอดจนถึงการกระจาย และการใช้อำนาจและสัมพันธภาพระหว่างปัจเจกบุคคลกับรัฐ ไม่มีรัฐธรรมนูญฉบับใดเป็นแบบมีลายลักษณ์อักษรล้วน ๆ หรือแบบไม่มีลายลักษณ์อักษรล้วน ๆ ในสหรัฐอเมริกานั้นเอกสารที่เป็นลายลักษณ์อักษรจะถูกขยายความโดยบทบัญญัติของกฎหมาย การตีความของศาลและจารีตประเพณี ส่วนในประเทศที่มีรัฐ ธรรมนูญประเภทไม่มีลายลักษณ์อักษรกำหนดไว้เป็นการเฉพาะอย่างในกรณีของประเทศอังกฤษนั้น พระราชบัญญัติในอดีตของรัฐ หลักกฎหมายพื้นฐานต่าง ๆ การตีความของศาลและจารีตประเพณี จะทำหน้าที่ทำนองเดียวกับกรณีที่รัฐธรรมนูญเป็นแบบลายลักษณ์อักษร แต่ในทั้งสองกรณีนั้น หน้าที่ของรัฐธรรมนูญก็คือเป็นตัวกำหนดปทัสถานสำหรับให้ระบบสามารถดำเนินการไปได้

ความสำคัญ รัฐธรรมนูญอาจมีความซับซ้อนและมีสาระเป็นแบบที่มีความเคร่งครัดมาก ๆ อย่างในกรณีของรัฐธรรมนูญของสาธารณรัฐไวมาร์ของเยอรมัน หรืออาจจะเป็นแบบมีความยืดหยุ่นมาก ๆ อย่างเช่นในกรณีของรัฐธรรมนูญของสหรัฐฯ ในกรณีที่เป็นรัฐธรรมนูญมีความเคร่งครัดมาก ๆ นั้น รัฐธรรมนูญจะระบุรายละเอียดไว้มากซึ่งก็เป็นการบ่งบอกถึงอาการของการมีสมานฉันท์เกี่ยวกับ วัตถุประสงค์และวิธีการของรัฐบาลอยู่ในระดับต่ำมาก รัฐธรรมนูญที่มีลักษณะเคร่งครัดมากนั้นจะทำให้ยากที่จะเปลี่ยนแปลงให้สอดคล้องกับเงื่อนไขทางสังคม เศรษฐกิจและการเมืองที่เปลี่ยนแปลงไปแล้วนั้น มีแนวโน้มว่าจะเป็นรัฐธรรมนูญที่มีอายุการใช้งานสั้น ส่วนในสังคมที่มีสมานฉันท์นั้น รัฐธรรมนูญจะระบุไว้เฉพาะหลักการขั้นพื้นฐานและสามารถปรับแต่งให้เข้ากับเงื่อนไขการเปลี่ยนแปลงโดยวิธีการทางกฎหมายและการตีความของศาลยิ่งกว่าจะเป็นการกระทำโดยวิธีการแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างเป็นทางการ ในรัฐที่มีการปกครองตามระบอบคอมมิวนิสต์และรัฐที่มีการปกครองตามระบอบเผด็จการ รัฐธรรมนูญจะถูกใช้โดยระบอบการปกครองนั้น ๆ ให้เป็นเครื่องมือหาความชอบธรรมและคงการปกครองของตนไว้ยิ่งกว่าที่จะใช้เพื่อจำกัดอำนาจของฝ่ายรัฐบาล

Constitutional Dictatorship

ระบอบเผด็จการทางรัฐธรรมนูญ

ระบอบการปกครองที่ฝ่ายบริหารได้รับมอบอำนาจให้ทำการปกครองโดยกฤษฎีกาในช่วงระยะเวลาใดเวลาหนึ่งเป็นการเฉพาะ ขอบข่ายของอำนาจของผู้เผด็จการจะมีการกำหนดไว้ในเครื่องมือที่ใช้จัดตั้งระบอบเผด็จการนั้น ระบอบเผด็จการทางรัฐธรรมนูญปกติจะเป็นผลมาจากวิกฤติการณ์ของชาติและจะถูกอ้างว่าจำเป็นต้องนำมาใช้เพื่อปกป้องระบอบการปกครองโดยรัฐธรรมนูญแบบประชาธิปไตยที่ถูกคุกคามโดยภาวะฉุกเฉิน


ความสำคัญ ระบอบเผด็จการทางรัฐธรรมนูญมีเอกลักษณ์เฉพาะคือมีการโอนอำนาจของฝ่าย นิติบัญญัติไปให้แก่ฝ่ายบริหาร มีการลิดรอนสิทธิทางการเมืองและทางเศรษฐกิจและมีการประกาศใช้กฎอัยการศึกและมีการลิดรอนเสรีภาพของพลเมือง การระงับการทำงานตามปกติของการปกครองแบบมีผู้แทนเอาไว้เป็นการชั่วคราวในประเทศที่มีการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยนั้น มีเหตุจูงใจมาจากสาเหตุต่าง ๆ เช่น เกิดสงคราม เกิดการกบฏ เกิดภาวะตกต่ำทางเศรษฐกิจ เป็นต้น ตัวอย่างเช่น พลเอกชาร์ลส์ เดอ โกลล์ ได้รับมอบอำนาจให้ปกครองประเทศด้วยกฤษฎีกาเป็นการชั่วคราวเมื่อการปกครองของฝรั่งเศสตามปกตินั้นไม่สามารถแก้ไขวิกฤติการณ์ที่เกิดขึ้นจากสงครามเรียกร้องเอกราชของแอลจีเรีย

Dictatorship

ระบอบเผด็จการ

ระบอบการปกครองตามอำเภอใจของบุคคลหรือคณะบุคคลที่ไม่ต้องรับผิดชอบโดยทางรัฐธรรมนูญต่อประชาชนหรือต่อผู้แทนที่ผ่านการเลือกตั้งของตน การเปลี่ยนแปลงในรัฐบาลสามารถเกิดขึ้นได้โดย (1) การเสียชีวิต (2) การปฏิวัติ (3) การรัฐประหาร (4) การสงคราม หรือ (5) การยอมสละอำนาจเอง ลักษณะของระบอบเผด็จการที่เห็นกันอยู่ในปัจจุบันมีดังนี้ (1) มีการใช้ศัพท์และสถาบันประชาธิปไตยมาใช้บังหน้า (2) มีการอ้างอุดมการณ์ (3) มีการขจัดฝ่ายค้าน (4) มีการควบคุมฝ่ายทหาร (5) มีนโยบายต่างประเทศในทางรุกราน (6) มีผู้นำประเภทบุญญาบารมีที่อ้างตัวว่าเป็นรัฐเสียเอง (7) เห็นปัจเจกบุคคลมีความสำคัญน้อยกว่ารัฐ (8) มีการควบคุมสื่อสารมวลชน และ (9) มีพรรคการเมืองเพียงพรรคเดียวที่ให้การสนับสนุนผู้นำ ทำการควบคุมการบริหารงานของรัฐ และถ่ายทอดนโยบายของรัฐไปสู่พลเมือง

ความสำคัญ ระบอบเผด็จการเป็นผลมาจากปัจจัยทางการเมือง เศรษฐกิจและสังคมต่าง ๆ ปัจจัยเหล่านี้ ได้แก่ ความเก็บกดของคนที่มีต่อสถาบันที่มีอยู่นั้น การเรียกร้องให้ใช้แผนเด็ดขาดเพื่อแก้ไขสถานการณ์ และการยึดอำนาจโดยวิธีทางรัฐธรรมนูญและวิธีนอกรัฐธรรมนูญ ระบอบเผด็จการอาจมีลักษณะเป็นแบบพลเรือนที่ได้รับการสนับสนุนจากกองทัพ เช่น กรณีของประเทศเยอรมนีในสมัยนาซี หรืออาจจะเป็นแบบทหาร อย่างเช่นในกรณีของประเทศญี่ปุ่นในช่วงก่อนเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 หรือที่เกิดขึ้นตามรัฐต่าง ๆ ในทวีปแอฟริกา ระบอบรวมอำนาจเบ็ดเสร็จซึ่งเป็นระบอบเผด็จการเด็ดขาดจะมีการควบคุมทุกสิ่งทุกอย่างของปัจเจกบุคคลและชีวิตสาธารณะ อย่างเช่นในกรณีของเยอรมนีของ ฮิตเลอร์ ปัญหาสุดท้ายที่ระบอบเผด็จการทุกระบบจะต้องประสบก็คือการสืบทอดอำนาจ ทั้งนี้เพราะระบบนี้โดยธรรมชาติจะไม่มีการถ่ายโอนอำนาจโดยสันติได้